วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

กาแฟอินเตอร์

สมัครสมาชิกฟรี! เมื่อสั่งซื้อกาแฟอินเตอร์ 2 กล่อง หรือเบต้าจีเพียง 1 กล่องเท่านั้น สนใจสั่งซื้อ 24 ช.ม.ได้ที่ 087-9124451 (ais) อย่าลืม!ติดตามโปรโมชั่นพิเศษภายในเดือนด้วยนะค่ะ พลาดแล้วจะเสียดาย!!

ปรับราคาสมาชิกจาก 210 บาทเป็น 225 บาทเริ่มใช้ 1 พ.ย.55 ค่ะ ราคาข้างกล่อง 295 บาท
เวบนี้ขายปลีกราคากล่องละ 280 บ. สั่งซื้อ 3 กล่องขึ้นไปจัดส่งฟรี!



 สำหรับผู้ใส่ใจในสุขภาพและต้องการอาหารเสริมสุขภาพที่อ่อนแออยู่ ผลิตภัณฑ์กาแฟอินเตอร์และเบต้า-จี มีสารอาหารที่ผ่านการวิจัยทางการแพทย์และได้รับรอง อย. แล้ว 
 
กลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ "กาแฟอินเตอร์"

 กาแฟอินเตอร์ 19 in1

กาแฟอินเตอร์เพื่อ คนคอกาแฟโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับคนรักกาแฟทุกเพศทุกวัย ประกอบด้วยส่วนผสมมากกว่า 19 ชนิด มีคาเฟอีนต่ำ นอกจากนี้ยังเป็นกาแฟที่ใส่ใจดูแลสุขภาพ ช่วยลดความอยากอาหาร ควบคุมน้ำหนัก ปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด ขับล้างสารพิษออกจากร่างกาย เผาผลาญไขมัน ผิวพรรณสดใส เพื่อสุขภาพที่ดี รสชาติอร่อย นอนหลับสบาย เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบดื่มกาแฟ หรือดื่มกาแฟแล้วใจสั่น


สูตรลับเฉพาะของกาแฟอินเตอร์ที่ ทำให้หลายคนติดใจกับรสชาติที่แตกต่างไม่เหมือน ใคร ด้วยวัตถุดิบคุณภาพผ่านการคัดสรรเป็นอย่างดี การผลิตที่คำนึงถึงรสชาติและกลิ่นที่เย้ายวนโดยไม่ลืมเรื่องสุขภาพเป็นหลัก ทำให้กาแฟอินเตอร์ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคาเฟอีนที่ต่ำทำให้หัวใจไม่สั่น แต่ในขณะเดียวกันเรายังคงรสชาตินุ่มละไมและกลิ่นที่บ่งบอกถึงเมล็ดกาแฟชั้น เลิศเพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับคอกาแฟ ด้วยจุดเด่นที่มีกลิ่นหอมนั่นเองเป็นตัวผลักดันให้ตลาดของ กาแฟอินเตอร์ เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ทั้งยังผ่านการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สามารถดื่มได้ทุกเพศทุกวัยเพราะเป็นกาแฟที่มีคุณสมบัติเหนือกว่ากาแฟทั่วไป เต็มอิ่มไปด้วยคุณประโยชน์ ซึ่งมีส่วนผสมถึง 19 ชนิด เหมาะสำหรับคนทานเจหรือมังสวิรัติ เป็นกาแฟ เพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง


คุณสมบัติ โดยหลักการในการดักจับไขมันใหม่และเผาผลาญไขมันเก่า
1.ช่วยให้รูปร่างและสัดส่วนกระชับเฟิร์มขึ้น
2.ผิวพรรณกระจ่างใสขึ้น
3.สุขภาพดีขึ้น
 
 
กาแฟอินเตอร์ 1 กล่อง (225 g.) มีทั้งหมด 15 ซอง


 



ประโยชน์แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ




ด้านสุขภาพ


กาแฟสดสกัด สำหรับผู้มีปัญหาหัวใจสั่น


เบต้ากลูแคน 1,3/1,6 ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย


ซูคราโลส สารที่ใช้แทนน้ำตาลไม่ส่งผลต่อระบบน้ำตาลในเลือด


โครเมียมพิโคลิเนต ช่วยควบคุมน้ำหนักปรับสมดุลของน้ำตาลในเลือด


วิตามินซี ต้านอนุมูลอิสระ และรักษาการอักเสบ


วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมสารอาหาร


โสมสกัด บำรุงเลือดและระบบไหลเวียน


วิสกราส ทำหน้าที่ขับล้างสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย


สารสกัดจากลูกพรุน ช่วยลดระดับไขมันในเลือด (LDL)


ไยอาหาร ช่วยลดความอยากอาหารทำความสะอาดลำไส้


แอล-ซูลีน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเนื้อเยื้อ


แมกนีเซียม เป็นการเร่งปฎิกิริยาการสังเคราะห์สารต่าง ๆ สู่เซลล์




ด้านสัดส่วน


ครีมเทียมจากถั่วเหลือง ช่วยในการเผาผลาญไขมันในร่างกาย


สารสกัดจากถั่วขาว เป็นตัวบล็อกแป้งและน้ำตาล


สารสกัดจากกระบองเพชร ช่วยดักจับไขมันไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย


แอลคาร์นิทีน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกระชับ



ด้านผิวพรรณ


สารสกัดจากเมล็ดองุ่น ช่วยเสริมสร้างคอลาเจลและต้านอนุมูลอิสระ


แอล-กลูต้าไธโอนทำให้ผิวพรรณขาวกระจ่างใส


สารสกัดจากมะเขือเทศ บำรุงผิวพรรณให้ลดกระบวนการสร้างเม็ดสีผิว ลดภาวะการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากและกระเพาะปัสสาวะ









สำหรับคุณผู้หญิงที่รักสุขภาพ กาแฟอินเตอร์ยังช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนและต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มประสิทธิภาพในการกระชับสัดส่วน และยังบำรุงผิวพรรณให้ดูสวยขาวกระจ่างอีกด้วย









คุณผู้ชายและคุณผู้หญิงที่ชื่นชอบ กาแฟเพื่อสุขภาพ มีสารอาหารช่วยเสริมส่วนสึกหรอร่างกาย เพิ่มภูมิคุ้มกันยามเมื่อร่างกายเจ็บป่วยหรืออ่อนแอ กาแฟอินเตอร์ คาเฟอีนน้อยมากกว่ากาแฟปกติจึงทานได้มากกว่ากาแฟทั่วๆไป









จุดเด่นของกาแฟอินเตอร์


1.มีส่วนผสมของสารอาหาร มากที่สุด ถึง 19 ชนิด
2.เป็นกาแฟสูตรเจ ใช้ส่วนผสมจากพืชเท่านั้น.
3.มีส่วนผสมของ เบต้า กลูแคน ดีที่สุดในโลกที่มนุษย์เคยค้นพบ
4.มีไยอาหารช่วย ดีท็อกซ์ ทำให้ขับถ่ายได้สะดวก
5.สารสกัดกระบองเพชรและแอลคาร์นิทีนช่วยในการเผาผลาญไขมัน ทำให้หุ่นดีขึ้น
6.มีสารไลโคปีน,แอล-กลูต้าไทโอน ทำให้ผิวพรรณขาวกระจ่างใสขึ้น
7.ตลาดเน้นที่สุภาพสตรี และผู้สูงวัย โดยเฉพาะ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ และโรคเบาหวาน
8.ราคาไม่แพง สมาชิกตัดสินใจซื้อง่ายไม่ยาก






สโลแกนกาแฟอินเตอร์ : “เผาผลาญไขมัน ผิวพรรณขาวใส ไม่บีบหัวใจ อร้อย อร่อย...







วิธีดื่มกาแฟอินเตอร์

แนะนำดื่มก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง
ขั้นตอนที่ 1. ดื่มน้ำอุ่นก่อน 1 แก้ว
ขั้นตอนที่ 2. ดื่มกาแฟอินเตอร์ชงด้วยน้ำร้อน 1 แก้ว
ขั้นตอนที่ 3. ตามด้วยดื่มน้ำอุ่นอีก 1 แก้ว
เพื่อที่น้ำจะเป็นตัวดูดซึมนำสารอาหารต่างๆในกาแฟออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับร่างกายได้มากที่สุด

ดื่มวันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยเผาผลาญไขมันที่หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา อย่างได้ผล ภายในระยะเวลาประมาณ 15 วัน หรือ 3 กล่องขึ้นไป เห็นผลแน่นอน



   
ประโยชน์ของการดื่ม กาแฟอินเตอร์ 


      
รีวิวผู้ดื่มกาแฟอินเตอร์

คุณนันทวัน นิจเหลือง


อาจารย์พรดำรง เฟื่องไพบูลย์



อาจารย์เพ็ชรวัฒน์ โพธิ์นิล (หมออ๊อดเทวดา)

 


   


     


 
สั่งซื้อหรือสอบถามได้ที่  
เบอร์/ไลน์ 087-9124451  






ฟิทิ-น่า (Fitina) 
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ สโลแกน "ฟู ฟิต เฟริม์"

มีปริมาณของเบต้ากลูแคน 1,3-1,6 เป็นเบต้ากลูแคนที่ดีที่สุดในโลก 100 มิลลิกรัม

ราคาสมาชิกกล่องละ 890 บาท ราคาขายปลีกกล่องละ 1,200 บาท ส่งฟรี ems!
  

 

เครื่องสำอางค์เบต้าซีรีส์

เบต้าซีรีส์

สินค้าตัวที่ 1 ชื่อว่า
BetaSeriesSerum 
ช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ลดตีนกา ยกกระชับผิวให้เต่งตึง อ่อนเยาว์กว่าวัย

จุดเด่นของ Beta Serie Serum
  • มีสารให้ประโยชน์ถึง 12 ชนิด
  • มีเบต้ากลูแคน ช่วยฟื้นฟูเซลล์ เพิ่มคอลลาเจน และอีลาสติน
  • มีสารอื่นๆ ที่ช่วยสร้างคอลลาเจน ช่วยลดริ้วรอย ยกกระชับหน้าโดยตรง
  • มีสารเหมือน โบท็อกซ์ (Acetyl Hexapeptide – 3)ไม่ต้องฉีดให้เจ็บหน้า
  • เป็นนาโนเทค ใช้แล้วดูดซึมผ่านผิวหนังได้รวดเร็ว ไม่เหนียวเหนอะ
  • ใช้แล้ว เมื่อสัมผัสใบหน้าพบว่าผิวจะนุ่ม ได้อย่างชัดเจน
  • ใช้แล้ว ผิวหนังเต่งตึง ยกกระชับ มีน้ำมีนวล ผิวพรรณผ่องใสและอิ่มเอิบ
  • ยังมีผงทองคำบริสุทธิ์ ช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลืองให้ขับสารพิษอีกด้วย
คุณสมบัติและส่วนประกอบ
1. Palmitoyl Pentapeptide-3 (Matrixyl) 
กระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน

  • ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนโดยรวม 117%
  • ช่วยเพิ่มคอลลาเจนสังเคราะห์ชั้น IV ได้ถึง 327%
  • ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์กรดไฮยาลูรอนได้ถึง 267%
ช่วยกระตุ้นชั้นเมทริกซ์ในผิวหนัง ซึ่งเป็นชั้นคอลลาเจนหลัก มีผลให้ริ้วรอยล่องลึกลดลงได้ครึ่งหนึ่งริ้วรอยขนาดเล็กจางหายไป ภายใน 2 สัปดาห์
2. Palmitoyl Tretapeptide – 3 : เป็นเปปไทด์ ที่มีความรับผิดชอบในการเรียกการผลิตคอลลาเจนในร่างกาย เพิ่มความยืดหยุ่นและเร่งให้ผิวหน้ายกกระชับ
3. Acetyl Hexapeptide – 3 : ทางเลือกใหม่ของ ” โบทอกซ์ ” ยุคใหม่ที่ไร้อันตราย ทำให้ผิวคลายตัวลดริ้วรอย
4. Sodium Hyaluronate : ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ลดการอักเสบของผิวหนัง
5. Hydrolyzed wheat protein : โปรตีนจากข้าวสารีที่ผ่านกระบวนการไฮโดรไลเสด (คือ กระบวนการที่ช่วยย่อยให้เป็นโมเลกุลเล็กลง) ลดการเกิดริ้วรอย ปรับค่าความเป็นกรดเป็นด่าง – ให้สมดุลย์
6. Methylsilanol Hydroxyproline Aspatate : เป็นโปรตีนช่วยเกี่ยวกับความเสียหาย จากความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันลดการเกิดริ้วรอย
7. Centella asiatica extract ( สารสกัดจากใบบัวบก ) : ลดอาการอักเสบ รอยแผลเป็นต่างๆ ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ลดอาการบวมช้ำโดยเฉพาะรอยคล้ำของถุงใต้ตา
8. Pueraria extract (สารสกัดกราวเครือขาว) : ทำให้ผิวหนังที่เหี่ยวย่น กลับเต่งตึงมีน้ำมีนวลอวบอิ่ม
9. Perilla extract (สารสกัดจากพืชตระกูลมิ้นท์) : ช่วยลดอาการแพ้ ในงานวิจัยล่าสุดในปี 2007 พบว่ามีฤทธิ์ให้ผิวขาวขึ้น โดยไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวเมลานิน
10. Sericin extract : สารสกัดจากใยไหม เป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติเป็นประโยชน์อย่างมากต่อมนุษย์ ช่วยปรับสภาพเชลล์ให้ชุ่มชื้น ลดการอักเสบ
11. Beta glucan soluble : เบต้ากลูแคนที่ละลายน้ำได้ ช่วยให้พลังงานในการฟื้นฟูล้ำลึกได้ถึงระดับเชลล์
12. ผงทองคำบริสุทธิ์ : ช่วยในการทำงานของต่อมน้ำเหลืองในการขับล้างสารพิษบนใบหน้า


วิธีใช้ หลังอาบน้ำ ทาทั่วใบหน้าทั้งเช้าและก่อนนอน
ขนาดบรรจุ 17.50 กรัม
ราคาขายทั่วไป 2,700 บาท
ราคาสมาชิก 1,900 บาท

สินค้าตัวที่ 2 ชื่อว่า
 ช่วยให้หน้าขาว กระจ่างใส ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ
 
                                            
จุดเด่นของ Beta Series Whitening Cream
  • มีเบต้ากลูแคน ลดการอักเสบ เพิ่มผิวหนังให้นุ่มชุ่มชื้น ใสและเต่งตึง
  • มีสารสกัดจากใบหม่อน ชะเอมเทศและ สารแอลฟ่า อาร์บูติน
  • ช่วยหยุดการสร้างเม็ดสีผิว เมลานิน ทำให้ผิวหน้าขาวขึ้น
  • มีสาร ไฮยา เพิ่มผิวหนังให้ชุ่มชื้น ทำให้อิ่มเอิบ ขาวใส
  • มีสารที่กระตุ้นให้เซลล์ทำงาน อย่างกระชับและมีประสิทธิภาพ
  • เริ่มเห็นผลตั้งแต่ สองสัปดาห์ เป็นต้นไป
คุณสมบัติและส่วนประกอบ
1. Alpha-Arbutin : ยับยั้ง เอนไซม์ ไทโรซิน ช่วยให้หยุดการสร้างเม็ดสีผิว เมลานิน ทำให้ผิวหน้าขาวขึ้น 2. Niacinamide : ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น นุ่มนวล กระจ่างใสลดรอยด่างดำจากแดดจากสิว ลดการอักเสบ 
3. Sodium hyaluronate : เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังด้วยอนุภาคเล็กกว่า 50 เท่า ช่วยให้สารซึมผ่านลงชั้นผิวหนังได้ดี 
4. Pueraria extract (สารสกัดจากกราวเครือขาว) : มีโฟโตรเอสโตรเจน, ฟลาโวนอยด์ มีผลต่อการสร้างคอลาเจน และอีลาสติน ช่วยเพิ่มระดับเนื้อเยื่อในผิว ทำให้ผิวขาวยกกระชับ ผิวพรรณเต่งตึง 
5. Licorice extract (สารสกัดจากชะเอมเทศ) : ป้องกันการระคายเคืองของผิวจากแสงแดดและควัน 
6. Paper mulberry extract (สารสกัดจากต้นปอสา) : มีสารสำคัญชื่อว่า kazinolf ดีกว่า โคจิก, วิตามินซี และไฮโดรดิวโนน (ที่อย.ห้าม) ช่วยเพิ่มความขาวกระจ่างใสของผิวให้ชัดเจน 
7. Beta glucan soluble : เบต้ากลูแคนที่สามารถละลายน้ำได้ช่วยให้พลังงานในการฟื้นฟูล้ำลึกถึงระดับเซลล์

วิธีใช้ หลังอาบน้ำ ทาทั่วใบหน้าทั้งเช้าและก่อนนอน
ขนาดบรรจุ 15 กรัม
ราคาขายทั่วไป 1,700 บาท
ราคาสมาชิก 1,200 บาท


สินค้าตัวที่ 3 ชื่อว่า
 Beta Series Cleansing Gel
ชำระล้างผิวหน้าให้เกลี้ยงเกลา

วิธีใช้ ล้างทั่วใบหน้าทั้งเช้าและเย็น
ขนาดบรรจุ 75 กรัม
ราคาขายทั่วไป 750 บาท
ราคาสมาชิก 550 บาท



สนใจสั่งซื้อหรือสอบถามชุดเครื่องสำอางค์เบต้าซีรี่ส์ได้ที่
เบอร์ 087-9124451 (ais)
ตลอด 24 ช.ม.ค่ะ
หรือทางอีเมล์ rachainternetwork2012@gmail.com


 

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

รู้ไว้ใช่ว่า..


คุณเป็นมะเร็งกันหรือเปล่า

อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย

1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศ สัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ ได้
2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง
3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหาร ไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง
4. มะเร็งในเม็ดเลือด ( ลูคีเมีย)อาการ เหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาการ ปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของ ช่องท้อง
5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำ หนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
6. มะเร็งตับ อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด
7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ
8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็น อัมพาตชั่วคราวควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มี อาการ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย
9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือ เป็นเวลานาน
10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึก ได้
11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็น เลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ
12. มะเร็งทรวงอก อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมา จากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนา ขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิด ขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอก โดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียก ว่า ซีสต์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกัน แน่
13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระซึ่ง มีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษ ทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำ คล้ำนั่น คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้
14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการ มีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบาง ส่วนของร่างกาย
15. มะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (Melanoma)คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ด ทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อนคุณจะมี อัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ

 
 
มะเร็งปากมดลูก  


แม้มะเร็งปากมดลูกจะเป็นโรคที่ป้องกันและรักษาให้หายได้แต่โรคมะเร็งปากมดลูกยังคงครองแชมป์อันดับหนึ่งของมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้หญิง โดยมีอัตราการเสียชีวิตของมะเร็งปากมดลูก เฉลี่ยสูงถึง 7 คนต่อวัน และพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก รายใหม่สูงถึง 6,000 คนต่อปี โดยในจำนวนของผู้มีเชื้อนี้กว่าครึ่งต้องเสียชีวิต เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักอายและกลัวที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อ มะเร็ง ทำให้กว่าจะรู้ว่าป่วยด้วย โรคมะเร็งปากมดลูก นี้ ความรุนแรงของโรคก็อยู่ในระยะลุกลามแล้ว ดังนั้น วันนี้เราจึงนำข้อมูลเกี่ยวกับ มะเร็งปากมดลูก มาให้คุณรู้เท่าทัน โรคมะเร็งปากมดลูกกันค่ะ

โรคมะเร็งปากมดลูก (Cancer of Cervix) เกิดจากเชื้อไวรัสตัวหนึ่งที่ชื่อว่า HPV (Human Papilloma Virus) ภาษาไทยเรียกกันว่า ไวรัสหูด ไวรัสชนิดนี้ติดต่อจากการสัมผัส ส่วนใหญ่เป็นการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ที่ทำให้มีรอยถลอกของผิวหรือเยื่อบุ และเชื้อไวรัสจะเข้าไปที่ปากมดลูก ทำให้ปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อหรือเซลล์ จากปากมดลูกปกติกลายเป็นระยะก่อนเป็น มะเร็งปากมดลูก

ไวรัสเอชพีวี มีทั้งหมดกว่า 100 ชนิด แต่ที่ทำให้ติดเชื้ออวัยวะสืบพันธุ์มีประมาณ 30-40 ชนิด แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มเสี่ยงต่ำและกลุ่มเสี่ยงสูง กลุ่มเสี่ยงต่ำไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ หรือหูดที่กล่องเสียง ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงก่อมะเร็งต่างๆ ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด

สำหรับความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชพีวีดำเนินได้โดยง่าย เชื้อชนิดนี้เป็นเชื้อที่ทนทานต่อความร้อน และความแห้งได้ดี สามารถเกาะติดตามผิวหนัง อวัยวะเพศ เสื้อผ้า หรือแม้แต่กระจายอยู่รอบตัวในรูปของละอองฝุ่น ซึ่งผู้หญิงทุกคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ย่อมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชพีวี อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อมักหายได้เอง ด้วยภูมิต้านทานของร่างกาย มีเพียง 10% เท่านั้น ที่การติดเชื้อยังดำเนินต่อไป สร้างความผิดปกติให้กับเยื่อบุปากมดลูก และทำให้กลายเป็นมะเร็งในเวลาต่อมา ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนกระทั่งก่อให้เกิด มะเร็งปากมดลูก ได้นั้น ใช้เวลานานประมาณ 10-15 ปี

ปัจจัยเสี่ยง มะเร็งปากมดลูก

– การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย

- การมีคู่นอนหลายคน หรือฝ่ายชายที่เราร่วมหลับนอนมีคู่นอนหลายคน

- การคลอดบุตรจำนวนหลายคน

- การสูบบุหรี่

- การมีภาวะคุ้มกันต่ำ โดยเฉพาะเป็นโรคเอดส์

- การสูบบุหรี่

- พันธุกรรม

- การขาดสารอาหารบางชนิด

ปัจจัยเสี่ยงจากฝ่ายชาย ที่อาจทำให้ผู้หญิงเป็น มะเร็งปากมดลูก

- ผู้ชายที่มีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

- ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย

- ผู้หญิงที่มีสามีเป็นมะเร็งองคชาติ

- ผู้หญิงที่มีสามีเคยมีภรรยาเป็น มะเร็งปากมดลูก

- ผู้ชายที่มีคู่นอนหลายคน

อาการและการรักษาโรค มะเร็งปากมดลูก

โรค มะเร็งปากมดลูก มักพบในผู้หญิงอายุ 35 – 60 ปี แต่ก็อาจพบ มะเร็งปากมดลูก ก่อนวัยอันควรได้ ทั้งนี้ อาการของผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก จะมากหรือน้อยขึ้นกับระยะของมะเร็ง ซึ่งอาการที่พบในผู้ป่วย โรคมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ อาการตกเลือดทางช่องคลอด เป็นอาการที่พบได้มากที่สุดประมาณร้อยละ 80 – 90 ของผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก ลักษณะเลือดที่ออกอาจจะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน มีตกขาวผิดปกติ กลิ่นเหม็น มีเลือดปน หรือมีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์ ถ้าเป็นมากและมะเร็งลุกลามออกไปด้านข้าง หรือลุกลามไปที่อุ้งเชิงกรานก็จะมีอาการปวดหลังได้ เพราะไปกดทับเส้นประสาท อาการในระยะหลังเมื่อมะเร็งลุกลามหรือไปสู่อวัยวะอื่นๆ ได้แก่ ขาบวม ปวดหลัง ปวดก้นกบ ปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด เป็นต้น

โรค มะเร็งปากมดลูก แบ่งเป็น 0-4 ระยะ ดังนี้

ระยะ 0 คือ เซลล์มะเร็งยังไม่กระจาย วิธีรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะ 0 คือ ผ่าตัดเล็ก ซึ่งใช้เวลาเพียง 15 นาที และตรวจติดตามอาการ การรักษาระยะนี้ได้ผลเกือบ 100%

ระยะที่ 1 เซลล์มะเร็งอยู่ที่ปากมดลูก การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะ 1 คือผ่าตัดใหญ่ ผ่าตัดมดลูก เลาะต่อมน้ำเหลืองในเชิงกราน ซึ่งได้ผลดีถึง 80%

ระยะที่ 2 เซลล์มะเร็งกระจายออกจากปากมดลูก โดยยังไม่ไปไกลมาก แต่ก็ไม่สามารถผ่าตัดได้ ระยะที่ 2 นี้ ต้องรักษาด้วยการฉายรังสี และการให้เคมีบำบัด (คีโม) ได้ผลราว 60%

ระยะที่ 3 เซลล์มะเร็งกระจายชิดเชิงกราน การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 3 คือใช้รังสีรักษา และการให้เคมีบำบัด การรักษาระยะนี้ได้ผลประมาณ 20-30%

ระยะ ที่ 4 เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งกระจายทั่วร่างกาย การรักษา มะเร็งปากมดลูก ระยะที่ 4 คือการให้คีโม และรักษาตามอาการ โดยหวังผลได้เพียง 5-10% และโอกาสรอดน้อยมาก แต่ก็ไม่แน่ โดยมีผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก บางรายสามารถอยู่ต่อได้นานถึง 1-2 ปี จึงเสียชีวิต

ผลข้างเคียงจากการรักษาโรค มะเร็งปากมดลูก

การผ่าตัด ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดที่อาจเกิดได้ ได้แก่ การตกเลือด การติดเชื้อ อันตรายต่ออวัยวะใกล้เคียง การฉายแสง (ระยะเวลา 1-2 เดือน) ผลข้างเคียง คือ ผิวแห้ง ปัสสาวะมีเลือดปน อ่อนเพลีย ยาเคมีบำบัด ผลข้างเคียงคือ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง มือเท้าชา ซึ่งขึ้นกับยาแต่ละชนิดที่เลือกใช้

ผู้หญิงควรจะเริ่มตรวจหาโรค มะเร็งปากมดลูก เมื่อใด

ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ทุกช่วงอายุ ควรมาตรวจคัดกรองเชื้อ มะเร็งปากมดลูก หรือที่เรียกว่า แพปสเมียร์ (Pap Smear) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรเริ่มเมื่อ อายุ 30 ปีขึ้นไป แต่ในกรณีที่เริ่มพบความผิดปกติแพทย์อาจนัดให้ไปตรวจถี่ขึ้น ทั้ง นี้ แพปสเมียร์ คือ วิธีการตรวจหาความผิดปกติ หรือโรค มะเร็งปากมดลูก ที่ค่อนข้างง่าย ใช้เวลาเพียง 2–3 นาทีเท่านั้น เป็นการตรวจที่ทำควบคู่ไปกับการตรวจภายในของผู้หญิง แพทย์จะสอดเครื่องมือเข้าไปในช่องคลอด โดยใช้ไม้ขนาดเล็กขูดเบาๆ เพื่อเก็บเซลล์มาป้ายบนแผ่นกระจก และนำไปตรวจหาความผิดปกติ โดยก่อนที่จะตรวจ ควรเตรียมร่างกายให้พร้อม ไม่ควรตรวจในช่วงระหว่างมีประจำเดือน งดการมีเพศสัมพันธ์ และงดการสวนล้างช่องคลอด หรือสอดยาใดๆ ก่อนเข้าทำการตรวจ ข้อดีคือ วิธีการตรวจแบบแพปสเมียร์นี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็น โรคมะเร็งปากมดลูก ได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ วัคซีนโรค มะเร็งปากมดลูก หลายๆ คนคงเคยได้ยินเรื่องการรณรงค์ฉีดวัคซีนโรค มะเร็งปากมดลูก ความจริงแล้ว ระดับการป้องกันโรค มะเร็งปากมดลูก มีหลายระดับ โดยระดับแรกของการป้องกันคือ การฉีดวัคซีน ที่เชื่อว่าลดความเสี่ยงได้ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ การป้องกันขั้นพื้นฐานด้วยการตรวจแพปสเมียร์เป็นประจำก็เป็นเรื่องสำคัญ ทั้ง นี้ ตามคำแนะนำของคณะกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งสหรัฐอเมริกา เด็กและหญิงสาวที่อายุต่ำกว่า 26 ปี ซึ่งไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน สามารถรับการฉีดวัคซีนชนิดนี้ได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อเอชพีวี ส่วนหญิงสาวที่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ควรตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูก หรือแพปสเมียร์เสียก่อน เพราะเป็นไปได้ว่าอาจพบการติดเชื้อ หรือมีความผิดปกติ ซึ่งจะต้องทำการรักษาให้หายเสียก่อน จึงจะรับการฉีดวัคซีนได้ในเวลาต่อมา ส่วนวัยที่ควรเริ่มฉีดวัคซีนชนิดนี้คือ 9 ปีขึ้นไป และการใช้วัคซีนในผู้หญิงวัย 9 – 26 ปี จะป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่าลืมหมั่นตรวจเช็คสุขภาพ และความผิดปกติของร่างกาย ที่สำคัญอย่ากลัวหรืออายที่จะไปตรวจหาเชื้อ มะเร็งปากมดลูก เพราะหากช้าไป โรคร้ายอาจทำลายคุณ

ทำอย่างไรเมื่อผลตรวจมะเร็งปากมดลูกผิดปกติ

(ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย) อย่า ตกใจกับผลของการตรวจมะเร็งปากมดลูก และโปรดจำไว้ว่าผลการตรวจมะเร็งปากมดลูกผิดปกติไม่ได้หมายความว่าจะเป็น มะเร็ง นั่นเพราะความผิดปกติของปากมดลูก เกิดได้จากหลายสาเหตุ คือ

1. การติดเชื้อ : อาจจะติดเชื้อรา แบคทีเรีย หรือเชื้อพยาธิ

2. เชื้อไวรัส (HPV) : การติดเชื้อไวรัสชนิดนี้พบได้บ่อย แต่มักไม่มีอาการแต่จะตรวจพบเมื่อตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก (Pap smear) ในบางรายไวรัสตัวนี้อาจจะทำให้เกิดหูดหงอนไก่ หรือในบางรายเชื้อตัวนี้อาจจะกระตุ้นเซลล์เยื่อบุที่หุ้มปากมดลูกให้มีการ แบ่งตัวผิดปกติ และกลายเป็นมะเร็งได้

3.เซลล์ผิดปกติ : เซลล์ผิดปกติเหล่านี้ (HSIL, LSIL) ไม่ได้เป็นเซลล์มะเร็งแต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นมะเร็งได้

4.การ ขาดฮอร์โมนเพศ : เอสโตรเจน (ESTROGEN) จะกระตุ้นให้เซลล์เยื่อบุปากมดลูกมีความสมบูรณ์มาก ดังนั้นถ้าขาดฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้ผนังเยื่อบุปากมดลูกบางลง

ทำอย่างไรเมื่อผลตรวจผิดปกติ

1.หาก เกิดการติดเชื้อ : หมออาจจะตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติมว่าเป็นเชื้ออะไร ก่อนที่จะรักษาต่อไป หลังจากนั้นแพทย์อาจจะตรวจมะเร็งปากมดลูกซ้ำใหม่อีกครั้ง

2.เชื้อ ไวรัส (HPV) : ถ้ามีติดเชื้อไวรัสนี้อย่างเดียวโดยที่ไม่พบหูดหงอนไก่ ก็ไม่จำเป็นจะต้องรักษา แต่ต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกบ่อยขึ้น คือ ทุก 6 เดือน จนกระทั่งเชื้อไวรัสนั้นหายไป ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี แต่ถ้าพบทั้งเชื้อไวรัส และมีเซลล์ผิดปกติ ก็ต้องรักษาต่อไป

3.ถ้า พบเซลล์ผิดปกติ : จำเป็นต้องตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติม เช่น ตรวจด้วยกล้องขยายเฉพาะที่เรียกว่า Coposcope เพื่อดูที่ผิวของเยื่อบุปากมดลูก บางครั้งอาจต้องตัดชิ้นเนื้อบริเวณปากมดลูกที่ผิดปกติออกไปเล็กน้อย ขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว และส่งไปตรวจที่ห้องทดลอง ผลของชิ้นเนื้อที่ตัดออกไปจะทราบผลประมาณ 1-3 สัปดาห์ นอก จากนี้ยังมีการตรวจด้วย Endocervical Curettage (ECC) เป็นการตรวจช่องด้านในของปากมดลูกซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้จากการทำ Colposcopy โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายช้อนขนาดเล็ก เข้าไปขูดเอาเนื้อเยื่อภายในช่องของปากมดลูก อาจทำให้มีอาการปวดท้องน้อยคล้ายกับการปวดประจำเดือน และมีเลือดออกเล็กน้อย ภายหลังทำแพทย์จะให้ยาบรรเทาอาการดังกล่าว ใน ผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจไม่แน่ใจว่าความผิดปกติที่ตรวจพบเกิดจากสาเหตุที่ปากมดลูก หรือภายในเยื่อบุโพรงมดลูกกันแน่ กรณีเช่นนี้แพทย์จะใช้วิธีทำ Dilatation and Curettage (D&C) โดยจะฉีดยาชาบล็อกปลายประสาท หรือดมยาสลบ และใช้เครื่องมือขยายปากมดลูก ก่อนจะใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายช้อนขนาดเล็ก เข้าไปขูดเอาเนื้อเยื่อภายในโพรงมดลูกและปากมดลูกมาตรวจ จาก ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ หากคุณสาว ๆ ได้รับผลตรวจว่าพบความผิดปกติในปากมดลูก ก็อย่าเพิ่งวิตกไป เพราะจริง ๆ แล้ว อาจจะไม่ได้ถึง “มะเร็งปากมดลูก” ที่คุณสาว ๆ กลัวกันก็ได้นะคะ

มะเร็งปอด


มะเร็งปอด พบมากเป็นอันดับ 2 ของมะเร็งทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งตรวจพบในระยะเริ่มแรกได้ยาก และมีอัตราการตายสูง

สาเหตุ คือ

1. บุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคมะเร็งปอด ผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่า ผู้ไม่สูบ 10 เท่า ผู้ที่ต้องสูดดมควันบุหรี่ของ ผู้อื่น เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดด้วย ควันบุหรี่มีสาร ประกอบมากกว่า 4,000 ชนิด และในจำนวนนี้มีประมาณ 60 ชนิด ที่เป็นสารก่อมะเร็ง ตัวกระตุ้นและตัว ส่งเสริมให้เกิดมะเร็งปอด ได้แก่ ทาร์ นิโคติน คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไฮโดรเจนไซยานายด์ ฟีนอล แอมโมเนีย เบ็นซิน และ ฟอร์มาลดีฮายด์ เป็นต้น มะเร็งปอด พบมากในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งนิยม สูบบุหรี่พื้นเมือง ขี้โยหรือยามวน ซึ่งมีปริมาณทาร์ และ สารก่อมะเร็ง อื่นๆ สูง

2. แอสเบสตอส เป็นแร่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น การก่อสร้าง โครงสร้างอาคาร ผ้าเบรค คลัช ฉนวนความร้อน อุตสาหกรรมสิ่งทอ เหมือง แร่ ผู้ที่เสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่ทำงานในสิ่งแวดล้อมที่มีการใช้ แอสเบสตอสเป็นส่วน ประกอบ ระยะเวลาตั้งแต่สัมผัสฝุ่นแอสเบสตอสจนเป็นมะเร็งปอด อาจใช้ เวลา 15–35 ปี ผู้ไม่สูบบุหรี่ แต่ทำงานกับฝุ่นแร่แอสเบสตอส เสี่ยงต่อมะเร็ง ปอดมากกว่าคนทั่ว ไป 5 เท่า ผู้สูบบุหรี่และทำงานกับฝุ่นแร่แอสเบสตอสด้วย เสี่ยงต่อมะเร็งปอดมากกว่า คนทั่วไปถึง 90 เท่า

3.เรดอน เป็นก๊าซกัมมันตรังสี ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เกิดจากการสลายตัว ของแร่ยูเรเนียมในใยหิน ซึ่ง กระจายอยู่ในอากาศและน้ำใต้ดิน ในที่ๆอากาศ ไม่ถ่ายเท เช่น ในเหมืองใต้ดินอาจมีปริมาณมากทำให้มี ความเสี่ยงต่อการ เกิดมะเร็งปอดได้ 4.มลภาวะในอากาศ ได้แก่ไอควันพิษจากรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น อาการ

ระยะเริ่มแรกของโรค

ไม่มีอาการใดใดที่บ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นมะเร็ง ปอด แต่อาจพบอาการไอเรื้อรัง ลักษณะไอแห้งๆ นานกว่าธรรมดา บางครั้ง มีเสมหะ หรือมีเลือดออกเป็นเพียงสายๆติดปนกับเสมหะออกมา น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซีด อ่อนเพลีย ปอดอักเสบ มีไข้ เจ็บหน้าอก ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยไม่มาพบแพทย์ เพื่อรับการ รักษา ทำให้โอกาสที่จะรักษา หายลดน้อยลง

1. ไอแห้งๆ อยู่นานกว่าธรรมดา

2. ไอมีเสมหะ

3. ไอเป็นเลือด แต่เลือดมักออกปนมากับเสมหะ

4. ปอดอักเสบ มีไข้ เจ็บหน้าอก

5. น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซีด อ่อนเพลีย

6. เสียงแหบ เพราะมะเร็งลุกลามไปยังประสาทบริเวณกล่องเสียง

7. บวมที่หน้า คอ แขน และอกส่วนบน เนื่องจากมีเลือดดำคั่ง

8. หายใจลำบาก และหอบเหนื่อย เนื่องจากก้อนมะเร็งโตขึ้น ทำให้เนื้อที่ปอดสำหรับหายใจเหลือน้อยลงไม่เพียงพอกับ ความต้องการของร่างกาย

9. กลืนลำบาก เนื่องจากหลอดอาหารถูกกด

10. เจ็บปวด เนื่องจากมะเร็งลุกลามแพร่กระจายไปในกระดูก ผนังอก ฯลฯ

11. อัมพาด เนื่องจากมะเร็งแพร่กระจาย ไปยังสมองหรือไขสันหลัง

การวินิจฉัย

1. ถ่ายภาพเอ็กซเรย์ปอด

2. ตรวจเสมหะที่ไอออกมาเพื่อหาเซลล์มะเร็ง

3. ส่องกล้องตรวจดูภายในหลอดลม

4. ขลิบชิ้นเนื้อจากหลอดลมหรือต่อมน้ำเหลือง บริเวณไหปลาร้า เพื่อการ วินิจฉัยทางพยาธิวิทยา การรักษา

เมื่อพบว่าเป็นโรคมะเร็งปอดแน่นอนแล้วแพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าผู้ป่วย ควรจะได้รับการรักษาแบบใดจึงจะเหมาะสมที่สุด โดยพิจารณาถึงอายุ ภาวะ ความแข็งแรงของร่างกาย ระยะของโรค ชนิดของมะเร็งและการยอมรับ ของผู้ป่วย

การรักษาจะประกอบด้วย

1. การผ่าตัด

2. รังสีรักษา

3. เคมีบำบัด

4. การรักษาแบบผสมผสานวิธีการดังกล่าวข้างต้น

5. การรักษาแบบประคับประคอง

การป้องกัน

1. เลิกสูบบุหรี่

2. หลีกเลี่ยงการได้รับมลพิษในสิ่งแวดล้อม

3. รับประทานผัก ผลไม้ให้มากขึ้น และอาหารที่มี วิตามินซี วิตามินอี รวมทั้ง เซเลเนียม เช่น ข้าวซ้อมมือ รำข้าว และออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาจลด ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด

4. การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง การดื่มสุราอาจเพิ่มความเสี่ยง ต่อการ เกิดโรคมะเร็งปอดได้

ในประเทศไทยมะเร็งปอดเป็นโรคที่พบมากและเป็นสาเหตุการตาย ในอันดับ ต้นทั้งในเพศชายและหญิงและอุบัติการณ์โรคกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในเพศหญิง ผู้ป่วยมะเร็งปอด ส่วนใหญ่(80-90%)เกิดจากการสูบบุหรี่ จึงสามารถป้องกันได้ ธรรมชาติทาง ชีววิทยาของมะเร็งปอด ทำให้เราพบผู้ป่วย เมื่อเริ่มมีอาการ ในขณะที่โรคอยู่ในระยะลุกลาม และแพร่กระจาย เป็น ผลให้ผู้ป่วยประมาณ 90% เสียชีวิตจากโรคมะเร็งภายใน เวลา 1-2 ปี มะเร็งปอดพบมากในคนอายุ 50-75 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (80%) จะเป็นผู้ที่สูบบุหรี่ และ ประมาณ 5% จะเป็นผู้ที่ต้องสูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่นผู้ที่สูดดมควัน บุหรี่จากผู้อื่นจะมี ความเสี่ยง ต่อ การเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 26% จำนวนมวนของบุหรี่ที่สูบต่อวันและ ชนิดของบุหรี่ที่สูบจะสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยง ต่อการเกิดมะเร็งปอดผู้ที่สูบบุหรี่10-13% จะเกิด มะเร็งปอดภายในเวลา 30-40 ปี อย่างไรก็ตามถ้าเลิกสูบบุหรี่ก็สามารถลดอัตราการเสี่ยง ต่อการเกิดมะเร็งปอดลงเหลือเท่าผู้ไม่สูบบุหรี่ได้ภายในเวลา 10-15 ปี ผู้ที่สูบบุหรี่ และเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจะยิ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปอด สารก่อมะเร็งที่อาจเป็นสามเหตุของโรคในผู้ป่วย10-15%ซึ่งไม่สูบบุหรี่ ได้แก่ แอสเบสตอส (ตัวอย่าง เช่น ผู้ที่ทำงานในโรงงานผลิตผ้าเบรครถยนต์ เป็นต้น) โดยเฉพาะถ้าผู้นั้นสูบบุหรี่ด้วย จะยิ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งสูงถึง 50 เท่าสารก่อมะเร็งอื่นได้แก่ แร่เรดอน มลภาวะใน อากาศจากอุตสาหกรรมโลหะหนัก ควันมลภาวะในสิ่งแวดล้อม การฉายรังสีเพื่อรักษามะเร็งชนิดอื่นก็อาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปอดได้โดยเฉพาะผู้สูบบุหรี่ร่วมด้วย นอกจากนี้ ปัจจัยทางพันธุกรรมก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย มะเร็งปอดเป็นโรคที่ตรวจค้นหาในระยะ เริ่มแรกได้ยาก การนำเอาผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง (ผู้ชายสูบบุหรี่อายุเกิน 40 ปี) มาตรวจ เสมหะและเอ็กซเรย์ปอดเพื่อพยายามจะลดอัตราการตายจากโรคมะเร็ง พบว่า สามารถพบผู้ป่วยมะเร็งในระยะเริ่มแรกมากขึ้น แต่ไม่สามารถลดอัตราตายลงได้ การล้มเหลวจากการนี้เชื่อว่า เนื่องจากมะเร็งปอดแม้จะมีขนาดเล็กก็พบการแพร่กระจายได้สูงมะเร็งปอด มักจะ เริ่มมีอาการเมื่อโรคลุกลามมากแล้ว อาการที่พบได้แก่ อาการไอหายใจลำบาก ไอเป็นเลือด ปอดอักเสบบ่อย และเจ็บลึกที่หน้าอก หายใจลำบาก จากน้ำท่วมปอด เป็นต้น นอกจากนี้ อาจมีอาการเนื่องจากมะเร็๋งลุกลามหรือแพร่กระจาย เช่น เสียงแหบ อาการทางสมอง ปวดกระดูก เป็นต้น

โรคภูมิแพ้


โรค ภูมิแพ้ เป็นโรคหนึ่งที่พบบ่อยในที่นี้หมายถึงภูมิแพ้จากฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศ เรามองไม่เห็น ทำให้เกิดอาการแพ้ คันจมูก น้ำมูกไหล เป็นไม่มากแต่เรื้อรังก่อความรำคาญให้ไม่สะดวกในการทำงาน สาเหตุป่วยเป็น โรคภูมิแพ้ ก็รู้ๆ อยู่แต่ไม่สามารถแก้ไขให้หายขาดได้ เพราะฝุ่นมีอยู่ทั่วไป ทำให้เป็นโรคเรื้อรังประจำตัวกันมาก โรคภูมิแพ้เรื่องแพ้ฝุ่นละอองบางคนโชคดีไม่แพ้ ผู้ที่แพ้จะมีอาการมากน้อยต่างกัน ตั้งแต่คันจมูก คันตา น้ำมูกใส จามบ่อย แน่นจมูก เจ็บคอ ไปจนถึงอาการมากแน่นหอบหายใจไม่ค่อยออกแบบหอบหืด จะเห็นมาโรงพยาบาลกันบ่อยตอนเช้ามืด มาสูดดมออกซิเจน กันสักพัก พอค่อยดีขึ้นจึงค่อยกลับไป สารทำให้เป็น โรคภูมิแพ้ ที่พบบ่อยมี ฝุ่น นุ่น ละอองเกสรพืช ไรฝุ่น ขนสัตว์จากสุนัขและแมวไปจนถึงเชื้อราในอากาศ รวมทั้งอุณหภูมิของอากาศเป็นตัวช่วย บางครั้งอากาศหนาวเย็นจะมีอาการแพ้ง่ายขึ้น ภาวะมลพิษ บางคนอยู่ในบ้านหรือในตัวเมืองแพ้ พอออกไปอยู่ริมทะเลได้สัมผัสอากาศที่เย็นสบาย หรืออยู่บนที่สูงภาวะมลพิษน้อย อาการอาจทุเลาลงหรือหายไป รู้สึก สดชื่นสบายขึ้น หรือบางท่านว่าอาจเกิดจากพันธุกรรมได้ถึง 75% โรคภูมิแพ้ ระบบทางเดินหายใจได้แก่ หืด จมูกอักเสบ คาดว่ามีถึง 18 ล้านคน แพ้จากไรฝุ่นราว 30% ในฝุ่น จะมีตัวไรฝุ่นแฝงอยู่ เรามองไม่เห็น ชอบอากาศชื้น ในบ้านเรือนจะเกาะอยู่ทั่วไปและ บนโต๊ะทำงาน บนหนังสือที่วางอยู่ข้างหน้าเรา นอก จากนี้ยังอยู่ทั่วไปในบ้าน ห้องนอน ได้แก่ ที่นอน หมอน มุ้ง ผ้าห่ม พรมปูพื้น ผ้าม่าน ตุ๊กตา และเครื่องเฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งวัตถุสะสมต่าง ๆ ชอบอุณหภูมิราว 25 องศา ความชื้น 70-80 หน่วย ออกไข่มาก ขยายพันธุ์รวดเร็ว ทั้งตัวและมูลมีโปรตีนก่อภูมิแพ้สูง เรียงลำดับแพ้จากมากไปน้อย คือมูล ตัวแก่ ตัวอ่อน และไข่ การหลีกเลี่ยงไรฝุ่น จะทำให้อาการแพ้ลดลง โดยปกติถ้ามีไรฝุ่นมากกว่า 2 ไมโครกรัมต่อฝุ่น 1 กรัม จะทำให้เกิดการแพ้ ถ้ามากถึง 10 ไมโครกรัม จะทำให้จับหอบหืดเฉียบพลันได้ การป้องกัน ทั้งๆ ที่รู้แต่การป้องกันยาก จะไปทางไหนก็มีแต่ฝุ่นทั้งนั้น ดีที่สุด ก็คือ การทำความสะอาด เอาวัตถุที่ไม่จำเป็นออกจากห้องทำงานและห้องนอนให้มากที่สุด ปัดกวาด เอาผ้าคลุมไว้ ซักผ้าคลุม ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน มุ้ง บ่อยหน่อย หรือไม่ก็เอาไปตากแดด คงพอช่วยผ่อนคลายได้ นอกจากนี้ ดอกไม้ วัชพืช ล้วนมีละออง ขนของสัตว์เลี้ยง ได้แก่ สุนัข แมว ก็เช่นกัน อาจทำให้แพ้ได้ โรคภูมิแพ้ เป็นเรื่องที่ต้องหาสาเหตุว่ามาจากอะไร ภูมิแพ้จากทางเดินหายใจถ้ารู้ว่ามาจากฝุ่นละออง ที่ทำงานและที่นอนเป็นที่ที่เราสัมผัสมากที่สุดในชีวิตประจำวันหากได้มีการ ปรับปรุงแก้ไขคงจะช่วยให้ทุเลาลงได้

โรคไวรัสตับอับเสบ 


ได้ยิน ชื่อกันอยู่บ่อย ๆ สำหรับ ไวรัสตับอักเสบบี หรือ โรคไวรัสตับอักเสบบี แต่หลายคนก็ยังไม่ทราบว่า ไวรัสตับอักเสบบี เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีอันตรายมากน้อยขนาดไหน วันนี้เรามาเจาะลึกเรื่อง ไวรัสตับอักเสบบี กันดีกว่า

ไวรัส ตับอักเสบบี คือ โรคตับอักเสบ ชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากเชื้อไวรัส บี แต่ถ้าหากเกิดจากเชื้อไวรัสตัวอื่น ๆ เช่น ไวรัส เอ ไวรัส ซี ก็จะเรียกชื่อต่าง ๆ กันไป แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ ไวรัสตับอักเสบบี เป็นตัวที่อันตรายและรุนแรงมากที่สุด เพราะเชื้อไวรัสจะซ่อนตัวอยู่ในคน ก่อให้เกิดโรคเรื้อรัง และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งตับ , ตับอักเสบเรื้อรัง หรือตับแข็งได้

การระบาดของ ไวรัสตับอักเสบบี ในประเทศไทย ใน ประเทศไทยพบผู้ป่วย ไวรัสตับอักเสบบี มานานแล้ว และพบค่อนข้างมาก โดยใน 100 คน จะพบคนที่เป็นพาหะ ไวรัสตับอักเสบบี อยู่ประมาณ 8-10 คน ซึ่งคนที่เป็นพาหะนั้น ไม่ได้เป็นโรค ไม่มีอาการป่วยไวรัสตับอักเสบบี เพียงแต่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในร่างกายนานเกิน 6 เดือนขึ้นไป และสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่น ซึ่งสามารถตรวจเลือดพิสูจน์ได้ว่า เป็นพาหะหรือไม่ ปัจจุบันมีการคาดคะเนกัน ว่า มีคนไทยประมาณ 5 ล้านคน เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี ขณะที่คนทั่วโลกมีผู้เป็นพาหะประมาณ 200 ล้านคน โดยจะพบมากที่ตอนกลางของแอฟริกา ตอนใต้ของประเทศจีน ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนาทั้งสิ้น และในผู้ใหญ่ทุก ๆ 100 คน จะมีคนที่เคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี นี้มาแล้ว 50 คน คือครึ่งต่อครึ่งนั่นเอง

การติดต่อของ ไวรัสตับอักเสบบี เชื้อ ไวรัสตับอักเสบบีนี้จะพบในเลือดมากที่สุด รองลงมาพบในน้ำลาย น้ำตา น้ำอสุจิ น้ำเมือกในช่องคลอด น้ำดี และน้ำนมของผู้ป่วย หรือผู้ที่เป็นพาหะ 
การติดต่อกันได้ผ่านช่องทางเดียวกับการติดต่อโรคเอดส์ คือ

1. ทางเพศสัมพันธ์ ไม่ ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ปกติ หรือแบบรักร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จึงถือว่า โรคไวรัสตับอักเสบบี จัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคหนึ่ง

2. ทางเลือดและน้ำเหลือง เช่น การถ่ายเลือด หรือการฟอกเลือดด้วยไตเทียม ซึ่งเลือดทุกขวดที่จะถ่ายไปสู่ผู้อื่น หรือที่ได้รับการบริจาคมา ต้องได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเสียก่อน

3. การใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การฝังเข็ม การสัก การเจาะหูที่ไม่สะอาด การใช้มีดโกน มีดตัดเล็บ หรือ แปรงสีฟัน ร่วมกัน

4. จากแม่สู่ลูก แม่ ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อไปยังลูกได้ขณะกำลังคลอด โดยหากแม่มีเชื้อนี้อยู่ ลูกมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อด้วยถึง 90% และส่งผลอันตรายต่อทารก ทารกที่ได้รับเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี จากหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี หรือป่วยเป็นโรคนี้ จะไม่สามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้เอง เหมือนกับผู้ใหญ่ที่ได้รับเชื้อมาจากสาเหตุอื่น โดยทารกแรกเกิดมักไม่มีอาการว่า ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบบี แต่จะกลายเป็นพาหะเรื้อรังนานหลายสิบปี หรือตลอดชีวิต และเมื่อทารกเหล่านี้โตขึ้นอยู่ในวัยกลางคน จะมีโอกาสเป็นโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ โดยเพศชายจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคทางตับมากกว่าเพศหญิง ส่วนเพศหญิงก็จะเป็นพาหะถ่ายทอดโรคไปสู่ลูกต่อไป ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดวงจร เด็กทารกทุกคนที่เพิ่งคลอดมา ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี เพื่อป้องกันไม่ให้โรคดำเนินต่อไป

5. ทางบาดแผล ผิวหนัง หากผู้มีเชื้อมีบาดแผลถลอก ก็อาจทำให้เกิดการติดต่อได้เช่นกัน อย่าง ไรก็ตาม ไวรัสตับอักเสบบี นี้ไม่ติดต่อกันผ่านทางการสัมผัสทางผิวหนัง กอด จูบ การมองหน้า ไอจามรดกัน รวมทั้งการทานอาหารและน้ำ แต่เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน หากเราไม่แน่ใจก็ควรใช้ช้อนกลาง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากน้ำลายของผู้ที่เป็นพาหะ กลุ่มเสี่ยงติด ไวรัสตับอักเสบบี เนื่อง จากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สามารถติดต่อผ่านทางของเหลวของร่างกายผู้ป่วย หรือผู้ที่เป็นพาหะได้

บุคคลดังต่อไปนี้จึงมีความเสี่ยงสูงในการรับเชื้อ

1. คนที่ใช้ยาเสพติด ฉีดเข้าหลอดเลือด

2. ชายรักร่วมเพศ

3. ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย

4. ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

5. คนที่เกิดในถิ่นที่มีการระบาดสูง

6. เจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการ

7. บุคคลที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบี

อาการของผู้ติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี

ส่วน ใหญ่ผู้ที่ติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี มักไม่มีอาการป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก โดยผู้ป่วยจะมีอาการเพลีย เบื่ออาหาร อาจมีไข้ต่ำ ๆ ในวันแรก ๆ มีอาการจุกแน่นท้อง ปวดท้อง ตัวเหลือง ตาเหลือง มีปัสสาวะสีเข้ม อาการเหมือนดีซ่าน เป็นอยู่ 2-3 สัปดาห์หรือเป็นเดือน แล้วจะหายเป็นปกติ มีเพียงส่วนน้อยที่อาจทำให้ตับเสีย มีอาการเพ้อคลั่ง ซึม มีน้ำในท้อง ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด ทั้ง นี้ ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ คือ 30 – 180 วัน โดยเฉลี่ยคือ 60 – 90 วัน โดยทั่วไปผู้ที่ได้รับเชื้อร้อยละ 90 จะสามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้ และหายเป็นปกติ พร้อมกับสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้ตลอดชีวิต ซึ่งเราสามารถตรวจเลือด เพื่อตรวจสอบว่ามีภูมิต้านทานโรคไวรัสตับอักเสบหรือไม่ได้ อย่าง ไรก็ตาม ก็ยังมีบางคนที่ยังมีเชื้ออยู่ในร่างกายอยู่ หรือเรียกว่าเป็นพาหะ แต่ตับยังทำงานได้ตามปกติ ไม่เกิดความผิดปกติแต่อย่างใด แต่ผู้ที่เป็นพาหะนี้ ก็มีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งตับมากกว่าคนปกติถึง 223 – 250 เท่า และ เกือบครึ่งหนึ่งของผู้เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จะเสียชีวิต เนื่องจากโรคตับอักเสบเรื้อรัง, ตับแข็ง และมะเร็งตับ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่จะเป็นโรคตับร้ายแรงเหล่านี้ จะต้องมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในตัวนานกว่า 20-30 ปีขึ้นไป นั่นคือ ต้องได้รับเชื้อมาตั้งแต่เด็กนั่นเอง หากรู้ว่าเป็นพาหะ ไวรัสตับอักเสบบี ควรทำอย่างไร

ผู้ที่เป็นพาหะ ไวรัสตับอักเสบบี ควรปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

1. รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารที่มีประโยชน์ และสามารถทานอาหารร่วมกับผู้อื่นได้ โดยใช้ช้อนกลาง

2. หลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตรายต่อตับ เช่น การทานยาบางชนิด การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สารพิษจากเชื้อรา เป็นต้น

3. หากพบอาการผิดปกติ เช่น เท้าบวม ท้องบวม อุจจาระเป็นสีดำ ตัวเหลือง ตาเหลือง ควรรีบปรึกษาแพทย์

4. เจาะเลือดปีละครั้ง เพื่อตรวจการทำงานของตับ และตรวจหาสารแอลฟา ฟีโตโปรตีน (Alpha Fetoprotein) ในเลือด ที่บ่งบอกว่าจะเกิดมะเร็งตับหรือไม่ และจะตรวจถี่ขึ้นในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปี

5. งดบริจาคเลือด และแยกใช้ข้าวของเครื่องใช้ เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่บุคคลอื่น 6. ให้บุคคลใกล้ชิดเข้ารับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี เพื่อสร้างภูมิต้านทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กแรกเกิดควรได้รับการฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตาม การให้วัคซีนแก่ผู้ที่เป็นพาหะแล้ว ไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสให้หมดไปได้ หากรู้ว่าเป็น ไวรัสตับอักเสบบี ควรทำอย่างไร แม้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบี จะสามารถหายได้เอง และสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้

เมื่อตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ก็ควรปฏิตัวดังนี้

1. ทานยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

2. ตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทราบอาการว่า เป็นมากหรือน้อย

3. บอกคนใกล้ชิดให้ทราบ เพื่อป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน

4. งดการบริจาคเลือดโดยเด็ดขาด

5. ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะส่งผลร้ายต่อตับ

6. ไม่ควรใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะจะมีผลต่อตับโดยตรง

7. พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะจะทำให้การอ่อนเพลียลดลง

8. สวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันเชื้อที่จะส่งต่อไปยังผู้อื่น

9. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้ไขมันสูง น้ำหวาน เพราะจะทำให้เกิดไขมันสะสมที่ตับ จึงควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย การรักษา ไวรัสตับอักเสบบี ปัจจุบัน ยังไม่มียาที่ใช้รักษาโรคไวรัสตับอักเสบบีโดยตรง เป็นเพียงแค่การรักษาตามอาการเท่านั้น แต่ดังที่กล่าวข้างต้น ร้อยละ 90 ของผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ มีเพียงส่วนน้อยที่จะเกิดอันตรายขึ้น แต่ในบางรายที่มีอาการตับอักเสบร่วมด้วย ก็อาจฉีดยา หรือให้กินยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการเสื่อมของตับ การป้องกัน ไวรัสตับอักเสบบี

สำหรับคนที่ยังไม่เคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สามารถป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ร่วมกันคนไข้ หรือคนที่เป็นพาหะ หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด น้ำเลือด น้ำลาย ของคนไข้ หรือคนที่เป็นพาหะ ตรวจสอบความสะอาดของอุปกรณ์ เช่น เข็มฉีดยา เข็มสำหรับเจาะหู การฝังเข็ม ว่าเป็นของใหม่ หรือผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาแล้วเป็นอย่างดี รักษาสุขอนามัยให้สะอาดอยู่เสมอ รวมทั้งการเลือกรับประทานอาหาร และน้ำด้วย ใช้ช้อนกลาง ในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น ไม่ส่ำส่อนทางเพศ และใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ฉีดวัคซีน เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานต่อไวรัสตับอักเสบ

การฉีดวัคซีนป้องกัน ไวรัสตับอักเสบบี วัคซีน ป้องกัน ไวรัสตับเสบบี มีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้น ผู้ที่จะฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ต้องตรวจเลือดก่อนว่าเคยได้รับเชื้อหรือไม่ เพราะผู้ที่เคยได้รับเชื้อและหายขาด จะทำให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อสู้โรคนี้ไปตลอดชีวิต หรือหากใครที่เป็นพาหะแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอีก เพราะจะไม่สามารถช่วยทำให้เชื้อหมดไปจากร่างกายได้

การตรวจเลือด จะตรวจกันอยู่ 3 อย่างคือ

1. ตรวจ HBs Ag หรือตรวจการติดเชื้อ หรือเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี

2. ตรวจภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี ได้แก่ HBs Ab หรือ anti HBs

3. ตรวจภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสตับอักเสบบี หรือเคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาก่อน ได้แก่ HBc Ab หรือ anti HBcซึ่ง ถ้าพบตัวใดตัวหนึ่งเป็นบวก (Positive) ก็ไม่ต้องฉีดวัคซีน แต่หากเป็นลบ (Negative) ทั้งหมด ก็สามารถฉีดวัคซีนได้ ทั้งนี้ วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี สามารถฉีดได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด และควรฉีดเมื่ออายุยังน้อย ๆ เพื่อป้องกันก่อนได้รับเชื้อ แม้ ในประเทศไทยจะพบผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบีจำนวนไม่น้อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าวิตกมากเกินไป เพราะผู้ป่วยโรคนี้สามารถดำเนินชีวิตได้เหมือนคนปกติ และคนส่วนใหญ่สามารถหายจากโรคได้เองตามธรรมชาติ สิ่งสำคัญ ควรปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ไม่ควรอดนอน หรือดื่มสุราที่จะส่งผลร้ายต่อตับอย่างเด็ดขาด และหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ คลิกที่นี่ 
สนใจสั่งสินค้าออนไลน์ทุกวัน 24 ช.ม. คลิกที่นี่ี 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม 24 ช.ม.ที่เบอร์โทร 
087-9124451 (ais)
 
  

เบต้า จี (Beta Glucan 1,3/1,6 ชนิดเข้มข้น)

สมัครสมาชิกฟรี! เมื่อสั่งซื้อกาแฟอินเตอร์ 2 กล่องหรือเบต้าจีเพียง 1 กล่องเท่านั้น สั่งซื้อ 24 ช.ม.ได้ที่ 080-7816084 (ais) 090-6430587 (dtac) อย่าลืม!ติดตามโปรโมชั่นพิเศษภายในเดือนด้วยนะค่ะ พลาดแล้วจะเสียดาย!!
   
 

Beta Glucan 1/3,1/6 สารอาหารมหัศจรรย์จากธรรมชาติที่ดีที่สุดในโลกที่มนุษย์ค้นพบ

(โปรดอย่าเชื่อในสิ่งที่คุณจะได้เห็น จนกว่าจะได้ลองพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง!!!)

กลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เบต้าจี "โรคมะเร็ง"











กลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เบต้าจี "โรคเบาหวาน"



 กลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เบต้าจี "อื่นๆ อีกมากมาย"


  




Beta Glucan 1,3/1,6: เบต้ากลูแคน 1,3/1,6 เป็นสารอาหารมหัศจรรย์จากธรรมชาติ ที่มีประสิทธิภาพ ในการเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคที่สูงที่สุดในโลก เชื่อว่าในอนาคตจะมีคุณสมบัติ เป็นยาที่ดีที่สุดในโลก องค์การอาหารและยาของ USA จัดให้เป็นอาหารเสริมปลอดภัย 100% ถึงแม้กินมากเกินไปก็ไม่ก่อให้เกิด ภูมิต้านทาน ทำลายตัวเอง (Autoimmune)



"พ.ศ. 2552 สมาคมบำบัดมะเร็ง USA ได้ให้ปรัชญาแนวใหม่ว่า อดีตที่ผ่านมาแพทย์ใช้ 3 วิธี ในการรักษา คือ ผ่าตัด ฉายรังสี และเคมีบำบัด แต่ผลคือ โรคไม่ตาย จึงควรมาใช้วิธีที่ 4 คือ การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับโรคมะเร็ง" สมาคมบำบัดมะเร็ง USA





เบต้า จี คือ เบต้ากลูแคน ได้จากการนำยีสต์มาเพาะเลี้ยงด้วยสารอาหารพิเศษ แล้วนำผนังเซลล์ยีสต์มาสกัดด้วย ระบบ ไบโอ นาโนเทคโนโลยี จึงได้ เบต้ากลุแคน ชนิด 1,3/1,6 ที่เข้มข้น โมเลกุลเล็กมาก ระดับนาโนมีประโยชน์มหาศาลโดยตรงกับเซลล์ในร่างกายของมนุษย์ (และถูกยกย่องว่าดีที่สุดในโลกที่มนุษย์ค้นพบ)


ลักษณะทางชีวภาพของเบต้ากลูแคน อยู่ในรูปของน้ำตาลกลูโคสหลายโมเลกุล (โพลีแซคคาไรด์) ที่เกาะจับเรียงตัวยาวเป็นห่วงโซ่หลักระหว่างตัวที่1 กับ 3 และส่วนห่วงโซ่ข้างที่เกาะจับกัน ระหว่างตัวที่1 กับ 6 จึงมีโครงสร้างคล้ายตะขอ จับเกาะล็อกเข้ากันได้พอดีกับ เซลล์เม็ดเลือดขาว เสริมประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดเชื้อโรคขึ้น


การทำงานของเบต้ากลูแคน


1.เชื้อโรคจู่โจมเข้าดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์

2.สร้างแอนตี้บอดี้ ป้องกันไม่ให้เกาะติดเซลล์

3.เม็ดเลือดขาวเก็บกินทำลายเชื้อโรค

4.เซลล์เสื่อมสภาพกลายพันธุ์ เกิดเนื้อร้าย

5.กลุ่มเม็ดเลือดขาวเข้าทำลายเซลล์เนื้อร้าย

6.เม็ดเลือดขาวที่ทรงพลัง สลายเซลล์ร้ายได้


ประโยชน์ของเบต้ากลูแคน ชนิด 1,3/1,6 ต่อร่างกาย

  1. ช่วยต้านอนุมูลอิสระ สาเหตุของเนื้อร้าย (มะเร็ง)
  2. ลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัด การฉายแสง
  3. ช่วยปรับระดับการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันร่างกาย
  4. กระตุ้นการทำงานของเซลแมคโครฟาจในระบบภูมิต้านทานโรค
  5. ปรับการทำงานของภูมิต้านทานที่ผิดปกติ เช่น ภูมิแพ้ โรค SLE
  6. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและเพิ่มประสิทธิภาพของตับอ่อน
  7. ดูดซับไขมัน ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
  8. ลดอาการปวดตามข้อ ไขข้ออักเสบ
  9. ลดอาการอักเสบจากการติดเชื้อแทรกซ้อน
  10. เป็นตัวดีทอกซ์ประสิทธิภาพสูงมาก สามารถทำได้ถึงระดับเซลล์
  11. เป็นใยอาหาร ช่วยในระบบขับถ่าย บรรเทาอาการท้องผูก
  12. ป้องกันการติดเชื้อหลังการผ่าตัด ลดการอักเสบ
  13. ลดอาการแพ้ สมานแผลสด เรื้อรัง รอยไหม้ต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
  14. รักษาความชุ่มชื้น ฟื้นฟูสภาพผิว ลบเลือนริ้วรอย จุดด่างดำ


เบต้ากลูแคนกับการบำบัดโรคต่างๆ



เบต้ากลูแคนกับโรคมะเร็ง

1.เบต้ากลูแคนจะไปกระตุ้นและเพิ่มพลังให้เม็ดเลือดขาว(ซึ่งทำหน้าที่กำจัดสิ่ง แปลกปลอม เซลล์ร้ายต่างๆโดยเฉพาะเซลล์มะเร็ง) อีกทั้งยังกระตุ้นให้พลาสม่าเซลล์สร้างแอนตี้บอดี้ต้านเซลล์มะเร็ง โดยจะลอยไปตามกระแสเลือด ซึ่งเมื่อพบเซลล์มะเร็ง ก็จะเกาะติดเป็นเป้าให้เม็ดเลือดขาวเข้าไปโจมตีทำลาย

2.นอกจากนี้เบต้ากลูแคนยังเสริมให้การรักษามะเร็งโดยใช้ยาคีโมได้ผลดียิ่งขึ้น ในการแพทย์แผนปัจจุบันกับการรักษาโรคมะเร็ง จะใช้การผ่าตัด ฉีดยาคีโม และการฉายรังสีทำลายมะเร็งรวมกัน ยาคีโมจะทำให้จำนวนเม็ดโลหิตขาวในเลือดลดจำนวนต่ำกว่าปกติ จึงทำให้เกิดความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อโรคสารพัดได้โดยง่าย เพราะมีภูมิต้านทานต่ำหรือบกพร่องซึ่งสถานะเท่ากับคนเป็นเอดส์ แต่การกินเบต้ากลูแคนจะเสริมไม่ให้เกิดปัญหาเม็ดโลหิตขาวบกพร่อง จึงเสริมในการทำลายเซลล์มะเร็งได้มากกว่าแต่ละอย่างรวมกัน

3.เบต้ากลูแคนป้องกันอันตรายจากรังสีบำบัดมะเร็ง โดยจะช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนจากรังสีและยังเสริมภูมิต้านทานอีกด้วยซึ่ง เรียกว่าเกิดผลประโยชน์ข้างเคียง

เบต้ากลูแคนกับโรคเบาหวาน
โรค เบาหวาน (Diabetes Millitus) เกิดจากตับอ่อนสร้าง "ฮอร์โมนอินซูลิน" (Insulin) ได้น้อย หรือไม่ได้เลย ฮอร์โมนชนิดนี้มีหน้าที่คอยช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินในร่างกายไม่พอ น้ำตาลก็ไม่ถูกนำไปใช้ ทำให้เกิดการคั่งของน้ำตาลในเลือดและอวัยวะต่างๆ เมื่อน้ำตาลคั่งในเลือดมากๆ ก็จะถูกไตกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะ หวานหรือมีมดขึ้นได้ จึงเรียกว่า "เบาหวาน" นั่นเอง

โรคเบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ

1. ชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน
2. ชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน
3. เบาหวานอื่นๆ เช่น โรคทางต่อมไร้ท่อ โรคของตับอ่อนเป็นต้น
4. เบาหวานที่เกิดกับคนตั้งครรภ์

เบต้ากลูแคน มีส่วนช่วยผู้ป่วยโรคเบาหวานในเรื่องการฟื้นฟูการทำงานของตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนสามารถกลับมาผลิตอินซูลินได้หรือได้มากกว่าเก่า นอกจากนี้เบต้ากลูแคนยังช่วยลดความหนืดของไยอาหารทำให้การดูดซึมอาหารใน เลือดช้าลง

เบต้ากลูแคนกับโรคข้ออักเสบ 

1.เบต้ากลูแคนมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการทำงานของแมคโครฟาจ ทำให้แมคโครฟาจสามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบของเชื้อ โรคในข้อได้ นอกจากนี้ผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบควรควบคุมน้ำหนัก และพิจารณาเรื่องอาหารที่รับประทานรวมถึงการออกกำลังกาย อีกด้วย

2.เบต้ากลูแคนจะช่วยสร้างน้ำหล่อเลี้ยงในข้อ เพื่อป้องกันการกระแทกและการเสียดสีที่มากไปของข้อกระดูก







เบต้ากลูแคนกับโรคกรดไหลย้อน 

เบต้ากลูแคนสามารถช่วยลดภาวะกรดไหลย้อน โดยเบต้ากลูแคนจะไปจับกรดเกลือในกระเพาะอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนขึ้นมาที่บริเวณหลอดอาหาร และมีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อ H. pylori ที่สามารถเจริญและทนสภาวะกรดในกระเพาะอาหารอันเป็นสาเหตุของการติดเชื้อนำไป สู่โรคกระเพาะอาหารอักเสบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร

สำหรับผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีการรับประทานยากลุ่ม PPIs แนะนำให้เว้นช่วง ระยะเวลาการรับประทานเบต้ากลูแคนห่างกับยา PPIs นานประมาณ 1 ชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการจับตัวกันระหว่างเบต้ากลูแคนกับยา PPIs และให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


เบต้ากลูแคนกับโรคไต
โดยทั่วไป ผู้ป่วยโรคไตจะต้องมีข้อปฏิบัติที่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเสี่ยง ของอาการจากโรคไต เบต้ากลูแคนสามารถช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมสภาพร่างกายให้อยู่ใน สภาพที่พร้อมรับการบำบัดได้ เช่นผู้ป่วยโรคไตที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัวและทำให้เลือดไม่สามารถเดินทางไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไตได้ เบต้ากลูแคนจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ (ดูที่โรคเบาหวาน) หรือ หากผู้ป่วยสามารถเพิ่มระดับการทำงานของภูมิต้านทานร่างกายให้มีการตื่นตัวอยู่เสมอ จะช่วยลดการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ ทำให้ร่างกายสามารถจัดการกับเชื้อโรคที่เข้ามาได้อย่างรวดเร็ว และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อที่อวัยวะอื่นๆ



เบต้ากลูแคนกับโรคภูมิแพ้

เบต้ากลูแคนทำหน้าที่ปรับระดับภูมิต้านทานโรคที่รวนผิดปกติ ยับยั้งปริมาณการสร้างสารแอนติบอดี้ เมื่อเบต้ากลูแคนถูกดูดซึมที่เยื่อบุผนังลำไส้ส่งผลให้ระบบประสาทสั่งการและเซลล์ภูมิต้านทานจะเริ่มทำงานกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม ช่วยเซลล์เม็ดเลือดขาวไม่ให้ทำงานหนักและยับยั้งการปล่อยอนุมูลอิสระออกมาทำร้ายเซลล์ร่างกาย จึงบรรเทาการตอบสนองที่ผิดปกติและฟื้นฟูภูมิต้านทานได้
นอกจากนี้เบต้ากลูแคนในรูปเจลที่มีน้ำมากจึงมีประสิทธิภาพสูงในการให้ความชุ่มชื้น รักษาผิวจากความแห้ง และกระตุ้นการเกิดใหม่ของเซลล์ผิวทั้งยังสามารถทาบริเวณ บาดแผลจะบรรเทาอาการ ผื่น คันผิวหนังอักเสบได้



เบต้ากลูแคนกับสุขภาพผิว

เบต้ากลูแคนมีคุณสมบัติเป็นใยอาหารละลายน้ำ ดังนั้นจึงสามารถเก็บกักและอุ้มน้ำไว้ใน โครงสร้างของมัน ช่วยให้เซลล์ผิวชุ่มชื้น มีน้ำหล่อเลี้ยงปกป้องผิวจากความแห้งกร้านป้องกันการติดเชื้อจุลินทรีย์ที่ผิวหนัง การเกิดมะเร็งไฝช่วยลดการซึมซาบของรังสียูวีเข้าสู่ผิวหนังป้องกันการสร้างเม็ดสีเมลานินซึ่งทำให้ผิวหมองคล้ำและเกิดจุดด่างดำ ป้องกันการแข็งตัวและกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจน และอิลาสตินและทำงานร่วมกับเซลล์เม็ดเลือดในผิวหนังช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม

เบต้ากลูแคนกับโรคผิวหนัง 

1.เบต้ากลูแคนจะกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาว ชื่อ Langerhans Cell ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันสำหรับผิวหนัง ให้ออกมาเก็บกินสิ่งแปลกปลอมรวมทั้งป้องกันการติดเชื้อ โดยจะผลิตสารคัดหลั่งที่มีประโยชน์ต่อผิวหนัง เช่น ชะลอความแก่ เป็นต้น
2. เบต้ากลูแคนจับกับเซลล์สร้างเนื้อเยื่อของผิวหนัง (Fibroblast) กระตุ้นให้เกิดการสร้างสารสำคัญ 3 ชนิด คือ
  • คอลลาเจน : ทำให้ผิวหนังเต่งตึง ลดรอยแผลเป็น
  • อีลาสติน : ลดริ้วรอยและร่องลึกบนผิวหนัง แทนการใช้โบทอกซ์
  • กรดไฮยาลูโรนิก : ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ลดการอักเสบ รักษาสิว

เบต้ากลูแคนเป็นใยอาหาร

เบต้ากลูแคนเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำ มีลักษณะเจลเป็นโครงสร้างมีประจุ (ion) ในตัวมันเอง จึงสามารถจับกับโมเลกุลกับโมเลกุลน้ำ ไขมัน หรืออนุมูลอิสระที่อยู่ในร่างกายเมื่อถูกดูดซึมที่บริเวณเยื่อบุผนังลำไส้จะกระตุ้นการทำงานของลำใส้กระตุ้นการขับถ่ายดูดซับสารพิษในลำไส้และสามารถอุ้มน้ำไว้ในโครงสร้างจึงเป็นการเพิ่มปริมาณน้ำในอุจจาระที่มีเชื้อโรคให้ขับถ่ายออกจากร่างกายได้ง่าย นอกจากนี้การที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ จึงกลายเป็นอาหารของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่สร้างกรดแล็คติค แล้วไปยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียตัวร้าย เบต้ากลูแคนยังทำหน้าที่ดักจับไขมันและน้ำดีไว้ในโครงสร้าง (น้ำดีผลิตจากคลอเลสเตอรอลในร่างกาย) จึงเป็นการช่วยดึงคลอเลสเตอรอลออกจากร่างกายเพื่อมาผลิตน้ำดี ส่งผลให้ระดับคลอเลสเตอรอลในร่างกายลดลง




จุดเด่นของเบต้ากลูแคน


เปิดเวปไซต์ เบต้ากลูแคน จะมีข้อมูลมากมายอยู่ทั่วโลก แต่ที่แตกต่างกัน คือ

1.เบต้า จี เป็น Beta-1,3/1,6-glucan

2.เบต้า จี เป็น ไบโอ-นาโนเทคโนโลยี.ที่เข้มข้น มีขนาดของโมเลกุลที่เล็กมาก

มีหนังสือของ ศ.ดร.นพ.สมศักดิ์ วรคามิน เขียนตีพิมพ์แล้วว่า

ดีที่สุดในโลก ที่มนุษย์เคยค้นพบ กับโรคต่างๆ มากมาย.

มีข้อมูลจาก เบต้า กลูแคน ชนิดเจลในเมืองไทย มีผลงานรองรับให้แล้ว

และสำหรับ เบต้า จี มีความเข้มข้นสูงมากกว่า และมีอนุภาคเล็กกว่า

จึงเห็นผลได้ที่ชัดเจน อย่างที่ทราบกัน เพียงเม็ดเดียวก็ประทับใจแล้ว



หนังสือเบต้ากลูแคนดีที่สุดในโลก ที่มนุษย์เคยค้นพบของ ศ.ดร.นพ.สมศักดิ์ วรคามิน





การขัดขวางการทำงานของยาอื่น


จากของหนังสือ ดีที่สุดในโลกเท่าที่มนุษย์เคยค้นพบ โดย ศ.ดร.นพ. สมศักดิ์ วรคามิน
“นับตั้งแต่ค้นคว้าจนถึงปัจจุบัน ไม่ปรากฏว่า เบต้ากลูแคน มีผลกระทบที่เสียหายกับยาอื่นๆที่ใช้ร่วมด้วย ตรงกันข้ามกลับพบว่ามีแต่เกื้อหนุนกันและกัน จากสารานุกรม Wikipedia ยังไม่พบว่าเบต้ากลูแคนขัดขางการทำงานของยาใดๆทั้งสิ้น การรับประทานร่วมกับวิตตามินซี 1000-3000 มก. ต่อวันจะทำให้เบต้ากลูแคนมีสรรพคุณดีขึ้น ทำ ให้ยาปฏิชีวนะและยาลดไขมันทำงานได้ผลดีมาก บางรายงานแนะว่าอาจกินยาทั้งสองน้อยลงได้ เพราะเบต้า กลูแคนโดยตัวมันเองก็ทำหน้าที่ทั้งสองอย่างได้ดีอยู่แล้ว เมื่อเสริมกันจึงทำให้คุณสมบัติสูง และ สูงกว่าเอาผลของแต่ละตัวมารวมกัน”

 
โรคที่ประสบผลจากการค้นคว้าโดยสรุปดังนี้
  • โรคชรา
  •  ระงับการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย
  •  ทำหน้าที่ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์
  •  ต้านอนุมูลอิสระ
  •  โรคแอนแทรกซ์
  •  โรคข้ออักเสบ และรูมาตอยด์
  •  โรคไขมันอุดตันในหลอดเลือด
  •  ไขกระดูกบาดเจ็บ (เช่น ถูกรังสี, การใช้ยาสเตียรอยด์)
  •  แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
  •  มะเร็งทุกชนิด
  •  มะเร็งที่ใช้รังสีรักษา หรือพิษของยาคีโม
  •  เชื้อราในปาก และช่องคลอด
  •  โรคหลอดเลือดหัวใจ ควบคุมเบาหวานและน้ำตาล
  •  โรคตับอักเสบจากไวรัส
  •  โรคภูมิคุ้มกันเสื่อมในผู้สูงอายุ
  •  ฟื้นฟูการสร้างเม็ดเลือด
  •  กระตุ้นเม็ดเลือดขาวขนาดใหญ่ ทำให้เกล็ดเลือดฟื้นตัว
  •  ไขสันหลังอักเสบ
  •  โรคจากเชื้อไวรัสทุกชนิด เช่น เริม งูสวัด
  •  โรคหลอดลมอักเสบ
  •  โรคภูมิแพ้
  •  โรคถุงลมพองในปอด
  •  โรคติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส
  •  แผลผ่าตัด
  •  โรคเครียด
  •  โรคหวัด
  •  โรคเอดส์



    รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเบต้ากลูแคน



    เบต้ากลูแคนคืออะไร

    เบต้ากลูแคน เป็นสารอาหารธรรมชาติ จัดอยู่ในกลุ่มโพลีแซคคาร์ไรด์ชนิดหนึ่ง ที่มีกลูโคสมาเชื่อมต่อด้วยพันธะเบต้า-ไกลโคสิติก เป็นสารอาหารธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในโลกในการเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค และเชื่อว่ามีอนาคตเป็นอาหารธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเป็นยาที่ดีที่สุด และองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาจัดให้เป็นอาหารเสริมปลอดภัย100%แม้รับประทานในปริมาณที่มากก็ไม่ก่อให้เกิดภูมิต้านทานทำลายตัวเอง


    เบต้ากลูแคนของเราประกอบไปด้วยโครงสร้าง เบต้า-1,3/1,6 กลูแคน เข้มข้น ซึ่งผลิตจากยีสต์ดำที่มีความปลอดภัยสูง (Saccharomyces cerevisiae) ด้วยระบบการผลิตด้วยไบโอเทคโนโลยีระดับนาโนจากโรงงานมาตรฐานระดับโลกได้รับการรับรองความปลอดภัยและคุณภาพจาก อย.


    แม้ว่าเบต้า-กลูแคน สามารถพบและสกัดได้จากวัตถุดิบในอาหารหลายชนิด เช่น ธัญพืช เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา พืชตระกูลเห็ดโดยเฉพาะเห็ดหลินจือ แต่เฉพาะเบต้ากลูแคนจากยีสต์ดำ ที่จะอยู่ในรูปเบต้า-1,3/1,6 กลูแคน ซึ่งเป็นโครงสร้างคล้ายตะขอ ทำให้สามารถจับกับเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันได้ดีกว่ากลูแคนรูปแบบอื่นๆ และให้ประสิทธิภาพสูงสุด


    กลไกการทำงานของเบต้ากลูแคน

    เบต้า-1,3/1,6 กลูแคน เป็นรูปที่จับได้ดีกับเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน เช่น แมคโครฟาจ, เอ็นเค เซลล์, และนิวโทรฟิว เป็นต้น ส่งผลต่อการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพเบต้ากลูแคนที่กินเข้าไปจะถูกดูดซึมผ่านเอ็มเซลล์ในทางเดินอาหาร ซึ่งจะเชื่อมต่อกับระบบต่อมน้ำเหลืองในร่างกาย เม็ดเลือดขาวอย่างแมคโครฟาจจะเข้ามาจับกินและย่อย และนำเศษชิ้นส่วนมาเชื่อมต่อกับผิวเซลล์ ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเม็ดเลือดขาวด้วย เม็ดเลือดขาวที่ถูกกระตุ้นแล้วจะเกิดขบวนการเก็บกินเชื้อโรค สารพิษ (ฟาโกไซโตสิส) เพิ่มมากขึ้น และยังมีการหลั่งโปรตีนที่เรียกว่า ไซโตไคน์ ซึ่งจะเป็นเคมีที่ไปกระตุ้นการทำงานโดยรวมของระบบภูมิคุ้มกันด้วยเช่นกัน


    จากกลไกการทำงานในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโรคโดยเบต้า-กลูแคน จะส่งผลให้เกิดภูมิคุ้มกันทั้งแบบไม่เฉพาะเจาะจงและแบบเฉพาะเจาะจงต่อโรคที่ตามมา




    สรรพคุณของเบต้ากลูแคน

    1. เพิ่มการผลิตเม็ดเลือดขาว

    2. เพิ่มการเข้าไปในจุดที่เกิดโรคของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน

    3. เพิ่มขบวนการเก็บกินเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม

    4. ปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย




    ประโยชน์ที่ได้รับจากเบต้ากลูแคน

    1. เพิ่มประสิทธิภาพการทำลายเชื้อโรค

    2. ทำให้เกิดกำจัดโรคมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    3. เกิดขบวนการเก็บกินเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    4. จะช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันไปในตัว ทำให้เป็นประโยชน์กับปัญหาภูมิแพ้, แพ้ภูมิตนเอง รวมทั้งมะเร็ง




    เบต้ากลูแคนมีส่วนช่วยในการบำบัดรักษา ดังนี้

    1. เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายช่วยป้องกันโรคและโรคเสื่อมต่างๆรวมทั้งมะเร็ง โรคหัวใจ ตับ ไต

    2. กระตุ้นการทำงานของ NK Cells (Natural Killer Cells) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยสลายและกำจัดเซลล์มะเร็ง

    3. จับกับเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันอย่างมีประสิทธิภาพและเฉพาะเจาะจง ป้องกันปัญหาโรคติดเชื้อต่างๆ

    4. เพิ่มความต้านทานโรค สิ่งแปลกปลอมและสารพิษตกค้างภายในร่างกาย

    5. ลดผลกระทบจากการฉายรังสีและเคมีบำบัดของผู้ป่วยโรคมะเร็ง

    6. ควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันและบำบัดอาการความดันโลหิตสูง

    7. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้มีความสมดุล ป้องกันและบำบัดโรคเบาหวาน

    8. ลดอาการอักเสบและอาการติดเชื้อได้ดีกว่ายาปฏิชีวนะ ทำให้แผลหายเร็วขึ้น

    9. ลดอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ เกาต์ รูมาตอย

    10. บำรุงและฟื้นฟูสภาพผิวหนังให้มีความชุ่มชื้น อ่อนเยาว์ ย้อนวัยของผิวหนัง

    11. บำรุงสายตา




    เบต้ากลูแคนเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย

    มีผลงานวิจัยมากกว่า 1,000 รายงานจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกกว่า 30 แห่งยืนยันว่า เบต้ากลูแคนมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคได้หลายวิธี เช่น


    เบต้ากลูแคน เป็นอาหารวิเศษเพิ่มพลังให้แก่เม็ดเลือดขาวใหญ่ (Macrophage) ซึ่ง ตามปรกติจะสงบนิ่ง ให้สามารถเคลื่อนที่ไปกินเชื้อโรคได้รวดเร็วอย่างมหัศจรรย์ ยิ่งไปกว่านั้นเบต้ากลูแคนยังกระตุ้นให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทั้งหลายในร่างกาย ตื่นตัวขึ้นเช่น เซลล์เพชรฆาต (Natural Killer Cells – NK Cells)


    กระตุ้นไขกระดูกให้เพิ่มการผลิตเม็ดเลือดขาว



    เบต้ากลูแคนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์

    เบต้ากลูแคนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระโดยธรรมชาติและสามารถปกป้องเม็ดเลือดขาวจากอันตรายของแสงรังสี โลหะหนักและสารพิษ ในปีพศ. 2528 สถาบัน วิจัยรังสีของกองทัพสหรัฐอเมริกาได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพของเบต้ากลูแคนใน การปกป้องอันตรายอันอาจเกิดขึ้นกับร่างกายและชีวิตจากรังสี สารพิษและโลหะหนัก โดยทำการทดลองฉายรังสีปริมาณสูงที่อันตรายถึงชีวิต (fatal dose) ให้ หนูทดลองจำนวนหนึ่ง แล้วให้หนูกลุ่มหนึ่งกินเบต้า-กลูแคนเข้าไป จากการทดสอบพบว่าหนูกลุ่มที่กินเบต้า-กลูแคนหลังฉายรังสี มีอัตราการรอดตายอยู่ที่ 70% ในขณะที่หนูกลุ่มที่ไม่ได้กินเบต้ากลูแคน มีอัตราการรอดตายอยู่ที่ 0% คือหนูกลุ่มนี้เสียชีวิตทั้งหมด




    เบต้ากลูแคนใช้ป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง

    ในปี พศ. 2552 สมาคมบำบัดมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Society of Clinical Oncology) ได้ให้ปรัชญาแนวใหม่ในการต่อสู้กับโรคมะเร็งว่า ในอดีตที่ผ่านมาแพทย์ใช้ 3 วิธีในการรักษามะเร็งคือ การผ่าตัด ฉายรังสีและเคมีบำบัด ซึ่งพบว่าอัตราการหายจากโรคอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ จึงควรหันมาใช้วิธีที่ 4 คือการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโรคภายในร่างกายให้มีความแข็งแรงขึ้นเพื่อต่อสู้กับโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นวิธีธรรมชาติบำบัด




    เบต้ากลูแคนจะเข้าไปสร้างให้เกิดกองทัพคุ้มกันโรคมะเร็งในร่างกายด้วยวิธีต่อไปนี้

    1. เนื่องจากเซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ของเราเองและมี DNA ที่ คล้ายกันและฟักตัวอยู่ในร่างกายของเรามาเป็นเวลานาน ทำให้เม็ดเลือดขาวคิดว่าเป็นพวกเดียวกัน เบต้ากลูแคนจะกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวมองเห็นความแตกต่างของเซลล์มะเร็งกับ เซลล์ปรกติได้ชัดเจนขึ้น

    2. นอกจากนั้นธรรมชาติยังสร้างให้เม็ดเลือดขาวใหญ่ (Macrophage) มีจุดรับการกระตุ้น (Receptor) ที่ทำปฏิกิริยาเฉพาะกับสารอาหารเบต้า-กลูแคนอย่างเดียวเท่านั้น เรียก Dectin – 1 อยู่บนเยื่อหุ้มเซลล์ของมัน

    3. เบต้า-กลูแคนนอกจากกระตุ้นเพิ่มพลังอย่างมหาศาลให้กับเซลล์เม็ดเลือดขาว เพื่อให้เซลล์เม็ดเลือดขาวเก็บกินเซลล์มะเร็งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังทำให้เม็ดเลือดขาวหลั่งน้ำย่อยทำลายเซลล์มะเร็ง (Tumor Necrosis Factor – TNF) ออกมาด้วย

    4. อีกทั้งยังสื่อสารให้กับเซลล์คุ้มกันทั่วร่างกายออกมาต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมอีกด้วย

    5. กระตุ้นให้พลาสมาเซลล์ (Plasma Cells) สร้าง แอนตี้บอดี้ต้านมะเร็งโดยเฉพาะออกมานับล้านชนิดลอยไปตามกระแสเลือด ซึ่งเมื่อพบเซลล์มะเร็งก็จะเข้าไปเกาะติดเป็นเป้าเพื่อให้เม็ดเลือดขาวรุก เข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งนั้น

    6. เม็ดเลือดขาวใหญ่ยังผลิตสารคัดหลั่งไปกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดขาวชนิด ต่างๆ เพิ่มมากขึ้นจนเพียงพอต่อการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง เนื่องจากเซลล์มะเร็งนั้นสามารถแบ่งตัวได้เร็วกว่าเซลล์ปรกติถึง 100 เท่า ร่างกายจึงจำเป็นต้องสร้างเม็ดเลือดขาวให้มากขึ้นเพียงพอต่อจำนวนเซลล์ มะเร็งที่เพิ่มขึ้นนี้ เพื่อให้การเก็บกินเซลล์มะเร็งเป็นไปอย่างทันท่วงที ก่อนที่เซลล์มะเร็งจะลุกลามไปเกินกว่าร่างกายจะสามารถบำบัดรักษาตนเองด้วย วิธีธรรมชาติบำบัดนี้

    7. การรักษามะเร็งด้วยการฉายรังสีและเคมีบำบัด มีผลกระทบทำให้ไขกระดูกหยุดผลิตเม็ดเลือดขาว จึงเป็นผลให้ภูมิคุ้มกันบกพร่องไป เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อและมะเร็งมีโอกาสลุกลามหรือเกิดใหม่ได้ นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้การรักษาแบบฉายรังสีและเคมีบำบัดมีอัตราการรักษา มะเร็งที่ไม่น่าพอใจอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งเบต้ากลูแคนสามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรักษาทั้ง 2 แบบนี้ได้ ดังนั้นหากผู้ป่วยมะเร็งได้รับเบต้ากลูแคนพร้อมกับการรักษาแบบฉายรังสีหรือเคมีบำบัด จะทำให้อัตราการหายจากโรคดีขึ้น





    เบต้า จี Beta G


    ผลิตภัณฑ์เบต้าจี (เบต้ากลูแคน) ของบริษัทราชาอินเตอร์เน็ตเวิร์ค



    การรับประทานเบต้าจี

    เบต้าจี 1 กล่องมีทั้งหมด 30 แคปซูล
    ขนาดปกติ (สุขภาพปกติ ทานเพื่อรักษาสุขภาพ) 500 มก. ต่อวัน หรือ 1 แคปซูลต่อวัน ก่อนอาหารเช้า ½ ชั่วโมง
    ขนาดรักษาโรค (ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค) 1,000 – 4,500 มก.ต่อวัน หรือ 2 – 9 แคปซูลต่อวัน 2 มื้อก่อนอาหาร ½ ชั่วโมง
    ควรรับประทานร่วมกับวิตามินซี 1,000-2,000 มก.ต่อวัน ซึ่งวิตามินซีจะช่วยให้การดูดซึมเบต้ากลูแคนของร่างกายดีขึ้น


    ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด มีความแตกต่างกันตรงความบริสุทธิ์ของ เบต้ากลูแคน ยิ่งมีความบริสุทธิ์มากยิ่งมีราคาสูง ผลการรักษาได้ผลดี กระบวนการการรักษาใช้เวลาเห็นผลโดยประมาณ 14 วัน (ระยะ เวลาอาจผันแปรได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ระยะเวลาที่เป็น และปริมาณของ เบต้ากลูแคน ที่ได้รับว่าเพียงพอต่อระดับความรุนแรงของโรคด้วยหรือไม่ เช่นหากอาการรุนแรงแต่ได้รับ เบต้ากลูแคน น้อยเกินไป อาจทำให้ระยะเวลาเห็นผลของการรักษามากกว่า 14 วัน)


    เบต้าจี 1 กล่อง มี 30 แคปซูล
    ราคาขายทั่วไปกล่องละ 3,250 บาท
    ราคาสมาชิกกล่องละ 2,500 บาท
    สมัครสมาชิกวันนี้ฟรี เมื่อสั่งซื้อเบต้าจี 1 กล่องขึ้นไป ค่าบริการและค่าจัดส่ง 200 บาททั่วประเทศ

    ถามตอบ

    เบต้าจีของเราดีกว่ายี่ห้ออื่นอย่างไร?
    เบต้าจีของเรานั้นใช้ Nano-Technology ในการผลิตทำให้โมเลกุลของเบต้าจี นั้นมีความละเอียดเล็กเท่ากับ 1:100,000 ของเส้นผมจึงทำให้เบต้าจีซึมลึกเข้าสู่ระดับเซลล์ผ่านไปตามกระแสเลือดไว และเห็นผลไวกว่ายี่ห้ออื่นๆในท้องตลาด

    เบต้าจีช่วยในเรื่องผิวพรรณรึเปล่า?
    ช่วยได้ค่ะ ในธุรกิจเครื่องสำอางค์ บางยี่ห้อใช้เบต้าจีเป็นส่วนผสมในการผลิตเพราะเบต้าจีมีประวัติเป็นตัวยาสำคัญสำหรับบำรุงผิวและชะลอวัยในประเทศไทยมานานแล้ว

    ใครควรกินเบต้าจี?
    ทุกคนค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสถานที่ที่สิ่งมีชีวิตมีแต่ ความเครียด มลภาวะ และสารพิษเต็มไปหมด

    มีผลข้างเคียงจากเบต้าจีหรือไม่?
    จากประวัติบันทึกทางการแพทย์ ที่อ้างอิงมาจากหนังสือของ ศ.ดร.นพ.สมศักดิ์ วรคามิน ยังไม่เคยตรวจพบอาการข้างเคียงใดๆเนื่องจากการใช้เบต้าจี

    สินค้ามี อย. หรือไม่ มีการรับรองคุณภาพสินค้ามากแค่ไหน?
    มีค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง HACCP จึงทำให้ผลิตภัณฑ์นี้ สามารถส่งออกได้ทั่วโลก

    ทำไมเบต้าจีถึงแพงจัง
    ในอดีตเบต้ากลูแคนมีมานานแล้วในแถบยุโรป และอเมริกาซึ่งการสกัดเอาเบต้าจีออกมาในขณะนั้นยังทำได้ยากต้องใช้เครื่องมือที่มีแรงกดดันสูง เพื่อให้ผนังเซลล์ของยีสต์ แตกออก ราคาจึงแพงมาก ซึ่งใช้ได้เฉพาะการวิจัย และ หมู่คนรวยเท่านั้น (เบต้าจี สมัยก่อนนั้น 100mg = $200) กรรมวิธีในการผลิต เบต้าจีนั้น ต้องผ่านกระบวนการทำให้สารบริสุทธิ์ถึง 3 ขั้นตอน เหมือนการหลอมทองให้บริสุทธิ์ 99.99% บวกด้วย Nano-Technology ที่ทำให้โมเลกุลละเอียดเล็กเท่ากับ 1:100,000 ของเส้นผม จึงทำให้เบต้าจีมีคุณภาพสูง ผู้ใช้แล้วจึงเห็นผลได้ไว
    ปัจจุบัน ราคาของเบต้าจีถูกลงมาเพราะว่า Technology ทันสมัยขึ้น ประกอบกับฐานการผลิตที่อยู่ในประเทศจึงทำให้ผลิตในเชิงพาณิชย์ได้

    กาแฟอินเตอร์สามารถลดความอ้วนได้ไหม?
    ลดได้ค่ะ เพราะ ในกาแฟของเรามีส่วนผสมของ L-Carnitien ช่วยในการเผาพลาญไขมัน สารสกัดจากถั่วขาว ช่วยในการบล็อกแป้งและน้ำตาล กระบองเพชร ช่วยในการดักจับไขมัน ทั้งนี้ทั้งนั้นจะเห็นผลมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการบริโภคของเราแต่ละวันด้วย "ไม่ใช่กินแต่ของมันๆ หรือ Junk food ไม่ออกกำลังกาย นอนดึก ไม่ดูแลตัวเองเลย กาแฟก็คงช่วยไม่ได้ ดูแลอาหารการกินด้วยนะค่ะ

                                                                                                                                         ถามตอบอ้างอิงมาจาก http://betainter.fix.gs







    รีวิวผู้ทานเบต้าจี

     คุณกาญจนา กุลสิงห์

    คุณวนพร เพียรเลิศ อายุ 42 ปี

    คุณจักรพันธ์ ชนม์นันท์

    ลุงยุ้ย ลุยสวน อดีตพิธีกรทีวี รอดจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะ 4B ระยะสุดท้าย


    คุณเพียงจันทร์ ขำบุญกลิ่น อายุ 57 ปี เป็นภูมิแพ้ มีหลานเป็นภูมิแพ้และติดเชื้อในสมองทานเบต้าจีแล้วดีขึ้นจึงได้แนะนำเพื่อนที่เป็นมะเร็งเต้านม ทานได้ได้ 10 วัน หมอตัดผ่าตัดแต่ตรวจไม่พบจึงไม่ต้องผ่าตัด


    คุณฐานเอก ทวีบุญ



    คุณเกื้อชาติ สามารถ อายุ 49 ปี ปวดข้อ ปวดกระดูก เส้นผมน้อย เริ่มทานเบต้าจีวันละ 1-2 แคปซูล ประมาณ 4 สัปดาห์ อาการปวดเหล่านี้ดีขึ้น สำหรับเส้นผมประมาณ 2 เดือน เริ่มสังเกตว่ามีเส้นผมหนาและยาวขึ้นจากที่เคยศีรษะล้านตรงกลางกระหม่อม 


    อาจารย์อุ่น ผ่องสมรูป วัย 84 ปี มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะปัสสวะและเกาฑ์ ตรวจเจอวันที่ 2 มี.ค.54 หมอนัดผ่าตัด วันที่ 9 มี.ค.54 ไปตามนัดแต่ไม่ต้องผ่าตัดนื่องจากว่าตรวจแล้วหาจุดที่จะผ่าตัดไม่เจอ


    คุณนัยรัตน์ เกียรติวรกิตต์ อายุ 61 ปี เส้นเลือดในสมองตีบ มือและเท้าชา รักษามาเป็นปีแต่ทานเบต้าจีชั่วข้ามคืน มือเท้าเริ่มกำได้ อีก 10 วันเป็นปกติ
     

     คุณพรณภัช แซ่ตั้ง อายุ 55 ปีมะเร็งเต้านมขั้นที่ 4 นมข้างที่เป็นจะอักเสบบวมใหญ่มากต่อมน้ำเหลืองอักเสบทานเบต้าจีได้ 1 สัปดาห์เริ่มยุบลงไม่ต้องผ่าตัด


        
      คุณวราภรณ์ ยาสุปี อายุ 50 ปีเชื้อไวรัสงูสวัดเข้ากระดูก รักษามาทั่วประเทศเป็นเวลา 6 ปี ทานเบต้าจีได้ 4 วัน อาการปวดต่างๆหายไป แข็งแรงขึ้น
      

    ขอขอบคุณทุกๆท่านที่เอิ้อเฟื้อข้อมูลประกอบ รวมถึงรูปภาพและคลิปวีดีโอทั้งหมดที่ให้แชร์ในบล็อคนี้ค่ะ
       
     
    สนใจสั่งซื้อหรือสอบถามเบต้าจีได้ที่  เบอร์ 087-9124451 (ais) ตลอด 24 ช.ม.ค่ะ   อีเมล์ rachainternetwork2012@gmail.com